วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส.ส.ลัดดายืนหยัดสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

ส.ส.ลัดดาของสหรัฐฯ บรรยายจุฬาฯ ยืนหยัดต่อสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ หนุนหญิงไทยแสดงออกทางการเมือง และประชาธิปไตย

พันโทหญิงลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ เขต 8 นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ "US foreign Policy in Congresswoman Tammy Duckworth's Perspective" โดย ได้กล่าวถึงนโยบายปรับสมดุลต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Rebalancing towards Asia - Pacific) ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ เห็นความสำคัญของภูมิภาคเอเชียว่ามีศักยภาพในการเติบโตสูง มีการขยายตัวของตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งแต่เรื่องความมั่นคงเท่านั้น และสำหรับประเทศไทยในฐานะพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุด บนความสัมพันธ์ที่ดำเนินมา 180 ปี สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งที่จะพัฒนาความสัมพันธ์นี้ให้ยั่งยืนต่อไป ตลอดจนความร่วมมือในทุกด้าน ไม่เพียงแต่ความร่วมมือทางทหารเท่านั้น แต่ต้องการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมมือในด้านการสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งการเดินทางเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโอบามาหลังได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 นั้นแสดงให้เห็นถึงการที่สหรัฐฯให้ความสำคัญต่อไทยเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ในส่วนตัวของส.ส. แทมมี่นั้นระบุว่า มีความภูมิใจที่ได้เกิดในประเทศไทย มีคุณแม่เป็นคนไทย ซึ่งในวันนี้ดีใจที่ได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้งในฐานะสมาชิกสภาคองเกรสที่มุ่งมั่นจะกระชับความสัมพันธ์สองประเทศให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์นี้จะทำให้ทั้งไทย และสหรัฐฯ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และจะสร้างความมั่นคงให้แก่ภูมิภาคนี้ด้วย

ในฐานะสุภาพสตรีที่ทำงานการเมือง ส.ส.แทมมี่ กล่าวว่า อยากสนับสนุนให้ผู้หญิงกล้าขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งแม้แต่สภาคองเกรสเอง ก็มีสัดส่วนผู้หญิงน้อยกว่าร้อยละ 25 ทั้ง ๆ ที่จากประสบการณ์ในการหาเสียงเลือกตั้งพบว่า ผู้หญิง จะได้รับความเชื่อถือมากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ ซึ่งตนเองกว่าจะได้จะเข้ามาอยู่ในสภาได้ ก็เคยแพ้มาก่อน เคยร้องไห้ในห้องน้ำถึง 3 วัน แต่จากนั้น 6 ปีให้หลังก็ประสบความสำเร็จได้

"อย่าคิดว่าตัวเองไม่ได้ ต้องกล้า ต้องลองทำ ต้องไม่กลัวการผิดหวัง เพราะทุกครั้งที่ผิดหวังจะได้เรียนรู้"

ส.ส. แทมมี่ยังได้กล่าวถึง การดูแลทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นงานที่มีโอกาสได้เข้าไปทำโดยตรงว่า จะเห็นได้จากหลังสงครามเวียดนาม สงครามอิรัก มีทหารสหรัฐฯ กลับบ้าน จำนวนมาก โดยเฉพาะหลังสงครามอิรักซึ่งตรงกับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ หลายคนไม่มีงาน ไม่มีบ้าน กลายเป็นคนติดสุรา ซึ่งยอมรับมีปัญหาเช่นนี้จริง แต่รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหา และเชื่อว่าในอนาคตจะหมดไป ซึ่งการช่วยเหลือทหารผ่านศึกเหล่านี้นั้นต้องแน่ใจว่าพวกเขาจะมีงานทำ มีสวัสดิการที่ดี เหล่านี้ถือเป็นราคาของสงคราม (cost of war) ทั้งนั้น เพราะการเกณฑ์ทหารไปรบตอนอายุ 20-25 ปี แต่นั่นหมายถึงการต้องดูแลพวกเขาไปอีก 60 ปีด้วย

ส.ส.แทมมี่ ได้โยงถึงเรื่องสถานการณ์ในซีเรียท่ามกลางกระแสกดดันให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงทางทหาร ว่า จะต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะจะมีพันธะผูกพันระยะยาว ซึ่งความเห็นส่วนตัวคิดว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่ยอมรับว่า สถานการณ์ในซีเรียอยู่ในขั้นวิกฤติมนุษยธรรม ในฐานะประเทศมหาอำนาจมีความรับผิดชอบจะต้องหยุดยั้ง แต่ต้องรักษาสมดุลด้วย ต่างกับการต่อต้านเครือข่ายก่อการร้ายอัล - เคด้า ซึ่งสหรัฐฯ ถูกโจมตี ดังนั้นการปกป้องตนเองจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ

ต่อข้อสงสัยถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ส.ส.แทมมียืนยันว่า สหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวจากภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีภาพลบในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลท้องถิ่น อย่างการล่มสลายในดีทรอยต์ แต่ขอยืนยันว่า ภาพรวมของผลิตผลทางการผลิตกำลังกลับมา และภาคการรผลิตอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ยังคงดีที่สุดของโลก

ส.ส.แทมมี่ยังให้ข้อคิดแก่คนหนุ่มสาวที่จะเป็นผู้นำในอนาคตว่า ภาวะผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในภาวะผู้มีอำนาจเท่านั้น แม้แต่ผู้บาดเจ็บก็เป็นผู้นำได้ เช่นเดียวกับตนเองที่เผชิญกับสิ่งเลวร้ายในสงครามอิรัก จนได้มามีโอกาสทำงานช่วยเหลือเพื่อนทหาร

"ผู้นำไม่ใช่เพียงแต่ทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง หรือตอนที่มีคนมอง แต่หมายถึงการทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง และทำไปเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง"