นายกฯแสดงเจตนารมณ์ เดินหน้าประชาธิปไตยโปร่งใส บอกเสียดาย ฝ่ายค้าน-พันธมิตร ไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลได้จัดการประชุมหรือแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกกับข้อเสนอทางออกประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 70 คน โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ทยอยมาตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นคนแรก นอกจากนี้อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ นักวิชาการ ตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาชน สื่อมวลชน รวมทั้งตัวแทนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายพิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา พล.อ.สนธิ บุญยรักลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติ (คมช.) และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรม นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานนปช. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นต้น โดยบุคคลสำคัญได้เข้าไปพักยังห้องรับรองพิเศษ จากนั้นเวลา 09.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาถึงและเข้าไปยังห้องรับรองพิเศษ ประมาณ 5 นาที
ต่อมาเวลา 09.45น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าว กล่าวแสดงเจตนารมรณ์ ในการเปิดประชุมเวทีสภาปฏิรูปการเมือง ภายใต้ชื่อ "เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตย และประเทศร่วมกัน" ว่า แม้รัฐบาลจะเป็นผู้เริ่มต้นในการจัดเวทีพูดคุย แต่เราจะขอเป็นเพียงผู้ประสานงาน ในการพูดคุยเท่านั้น เวทีดังกล่าว เป็นการเชิญผู้มีประสบการณ์ ที่มีมุมมองแต่ละมิติต่างกัน ออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อหาทางออกร่วมกัน วางอนาคตประเทศไทยต่อไป โดยผู้ที่มาครั้งนี้ต่างเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการนักวิชาการ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน
นายกฯ กล่าวว่า เป็นที่น่าเสียดาย เพราะยังไม่ครบถ้วน เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน รวมถึงฝ่ายพันธมิตร เรียนว่าเวทีนี้พร้อมเปิดรับทุกๆเมื่อ ทุกเวลาที่เหมาะสม ยืนยันว่ารัฐบาลมีความจริงใจอยากเห็นการพูดคุย ในการหาทางออกและมองไปข้างหน้า ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลพูดถึงแต่อนาคต เพราะเราอยากเห็นการปฏิรูปการเมืองในมิติกว้างครบทุกองค์กรณ์ สามารถวางกรอบยุทธศาสตร์ โดยต้องมองทั้งสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงรายละเอียดของปัญหาที่ยังหาทางออกไม่ได้
ส่วนกรณีที่อาจมีความสงสัยว่าทำไมไม่ถอนกฎหมายบางข้อออกจากสภา เพื่อให้เวทีนี้สามารถเดินหน้าไปได้ ต้องเรียนว่าเวทีนี้เรามองเห็นภาพในหลายๆมิติมากขึ้น ส่วนเวทีในสภาก็เป็นเวทีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมในครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วน เพื่อเอาข้อมูลต่างๆมารวมกันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หากจะมองบริบทข้างหน้าในการหาทางออกให้ประเทศ ก็อยากจะให้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ปรารถนาอยากเห็นคนไทยตั้งจิตตั้งใจหวังดีแต่กัน ดูแลเอาใจใส่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผูกพันกัน ซึ่งรัฐบาลได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเปิดเวทีครั้งนี้
ทั้งนี้ในเดือนก.ย. ที่จะมีการเชิญบุคคลระดับผู้นำจากต่างประเทศมาปาฐกถาให้ความรู้ เรียนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเวทีปฏิรูปการเมือง แต่เป็นการให้ความรู้เล่าประสบการณ์ เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประเทศไทย โดยรัฐบาลอยากเห็นบรรยากาศที่ดีในการพูดคุย สามารถมองไปข้างหน้าโดยต้องรับฟังทุกฝ่าย รวมทั้งเสียงข้างน้อยด้วย เราอยากเห็นประเทศมีความสุขมีความสามัคคี หากเห็นตรงกันก็จะพูดกันด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อเห็นตรงกันแล้วก็จะสามารถคุยกันได้ ว่าจะแก้ไขปัญหาการเมืองได้อย่างไร เชื่อว่ากลไกปัจจุบันก็สามรถแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว
นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยตั้งเป้าในการพูดคุยเวทีปฏิรูปฯ ว่าทำอย่างไรให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข มีความมั่นคง ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี และจะมีการวางระบบทั้ง 3 เสาหลักอย่างไรให้มีการถ่วงดุล และตรวจสอบซึ่งกันและกัน โดยเราจะหันไปหาประชาธิปไตยที่โปร่งใส เป็นกลไกมาตรฐานสากล ที่นานาประเทศยอมรับ โดยต้องดูตั้งแต่กระบวนการเข้ามา ซึ่งประกอบด้วยการตรวจสอบการประมวลผล ให้มีความเป็นกลาง เป็นที่ยอมรับ





