นักวิชาการ ม.นเรศวร ชี้สภาเป็นเวทีให้คนคิดต่างมาเจรจาร่วมกันหาทางออก แนะให้มีการแก้ไขรธน.เฉพาะประเด็นที่เห็นร่วมกันก่อน
นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก กล่าวถึงประเด็นการเสนอพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า สภาเป็นพื้นที่ให้คนที่คิดต่างกันมาร่วมพิจารณา ชี้แจงด้วยเหตุด้วยผล และหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เป็นพื้นที่ให้เสียงข้างมากคอยปิดปากเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากไม่ใช่เสียงสวรรค์ที่จะรวบรัดผลักดันทำอะไรก็ได้ อีกอย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายถึงขนาดที่จะทำให้สังคมไทยอยู่ไม่ได้และต้องเร่งรีบแก้ไขโดยด่วน
สำหรับทางออกของความขัดแย้งในสภานั้น ตนมองว่าให้คำนึงถึงประเทศชาติเป็นหลัก ประเด็นการแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราใดนั้น หากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นชอบร่วมกันว่าประเด็นไหนควรแก้ไขก็ให้ดำเนินการก่อน ส่วนประเด็นไหนเห็นต่างกันและอาจส่อแววทำให้เกิดความขัดแย้งให้ไว้พิจารณากันทีหลัง อีก 3 ปี 5 ปี ค่อยนำกลับมาพิจารณาแก้ไขกันก็ยังไม่สาย ปัจจุบันนี้ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องของประชาชนก่อนจะดีกว่าหรือไม่
ส่วนประเด็นเรื่องที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นั้น ตนมองว่าไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาแก้ไขประเด็นนี้ ซึ่งการจะกำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นไม่เห็นด้วย หากที่มาของ ส.ว.มีความบกพร่องประการใดจริงก็หารือร่วมกัน หากติการ่วมกันไป แต่จะบอกแต่เพียงว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ตัวแทนต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่มองว่ามีการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วประเทศจะเป็นประชาธิปไตย
กระนั้นหากมองแต่เพียงว่าตัวแทนต้องมาจากการเลือกตั้งถึงจะเป็นประชาธิปไตย ถ้าเป็นเช่นนั้น อธิการบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็คงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งกันทุกระดับทุกองค์กร ฉะนั้น การมี ส.ว.ที่หลากหลายไม่ใช่จะมีแต่นักการเมืองเพียงอย่างเดียวนั้นจะทำให้ ส.ว.ทำหน้าที่เป็นอิสระ ทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย และโดยเฉพาะการคัดสรรบุคคลเข้าไปรักษาความเที่ยงธรรมในองค์กรอิสระ เป็นต้น ถ้าหากมีแต่ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนมากก็เป็นนักการเมืองจะส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรอิสระในอนาคตหรือไม่





