ศาลฎีกายืนยกฟ้อง"สนธิ-สโรชา"ไม่ผิดจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ปี 47 เนื้อหาพาดพิง"พล.ต.อ.สันต์"ไร้ประสิทธิภาพ ชี้ติชมโดยสุจริตฐานะสื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซอยเจริญกรุง 63เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.1469/2547 ที่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ อดีตผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐาน ร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และหมิ่นประมาทใส่ความโดยการแพร่ภาพ และการกระจายเสียงหรือป่าวประกาศ
โดยคดีนี้ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2547 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2547 จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดรายการ “ เมืองไทยรายสัปดาห์ ” ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. กล่าวหาว่า ยุคที่โจทก์เป็น ผบ.ตร. เป็นยุคที่ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดและโจทก์ไร้ประสิทธิภาพแต่งตั้งตำรวจโดยไม่ถูกต้อง ทำให้ตำรวจที่ได้รับแต่งตั้งไร้ประสิทธิภาพ และว่าโจทก์ไม่ให้ความเคารพในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฯละเลยเพิกเฉยต่อการดำเนินการตามขั้นตอนตามกระบวนการของกฎหมายเกี่ยวข้องกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิม
ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยในฐานะสื่อมวลชนมีการติชมการทำงานของโจทก์โดยชอบธรรม และอันเป็นวิสัยที่ประชาชนพึงกระทำ และเป็นการติชมโดยมุ่งไปที่การทำงานของโจทก์ โดยไม่ได้มุ่งไปที่เรื่องส่วนตัว
ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกา โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. มีอำนาจกำกับดูแล สตช. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามพฤติกรรมและย่อมวิพากษ์วิจารณ์
การที่จำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชน มีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบ จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์โดยนำเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่โจทก์เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร. ถึงวันเกิดเหตุมาวิพากษ์วิจารณ์อันเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการทราบในขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างเรื่องขึ้นมาเอง แม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวบางส่วนจะเป็นข้อความหมิ่นประมาทบ้างก็ตาม แต่คงถือได้ว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ติชม และวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ถึงกับเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามฟ้อง
ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารการนำสืบของจำเลยเป็นเพียงสำเนา และเกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุจึงไม่สามารถรับฟังได้นั้น เห็นว่าโจทก์ไม่ได้คัดค้านจำเลยทั้งสองในการนำเอกสารมาสืบก่อนการนำสืบพยานเอกสารเสร็จสิ้น อีกทั้งศาลก็เพียงรับฟังเอกสารดังกล่าวประกอบคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่ใช่รับฟังถึงขนาดว่าข้อเท็จจริงต้องเป็นไปตามที่เอกสารดังกล่าวระบุทุกเรื่องไป จึงไม่เป็นการไม่ชอบแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน





