สภาเดือด!!! ยื้อถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงเกียรติตะลุมบอนตำรวจ
การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวานนี้ (20 ส.ค.) เกิดสถานการณ์วุ่นวายถึงขั้นต้องใช้กำลังตำรวจรัฐสภานับสิบนายเข้าไปหิ้วตัว ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกจากห้องประชุม ขณะที่อีกฝ่ายไม่ยอมจนเกิดการกระทบกระทั่งกันหวิดวางมวย
บรรยากาศการประชุมใกล้เคียงกับเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2555 ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลื่อนวาระร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ....ขึ้นพิจารณาก่อน ซึ่งครั้งนั้น ส.ส.ประชาธิปัตย์ แสดงความไม่พอใจ ตีรวน ถึงขั้นขว้างแฟ้มเอกสารและก่อความวุ่นวายในห้องประชุมจนประธานต้องสั่งปิดการประชุม
สำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวานนี้ มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.... ว่าด้วยกลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (กมธ.วิสามัญฯ) พิจารณาเสร็จแล้ว สาระสำคัญของการแก้ไขคือเปลี่ยนแปลงที่มาของ ส.ว.จากปัจจุบันมาจากการเลือกตั้ง 76 คน แต่งตั้ง 74 คน รวมเป็น 150 คน เปลี่ยนเป็นเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน
พรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่าการแก้ไขดังกล่าวจะทำให้เกิดสภาพ "สภาผัว-สภาเมีย" เหมือนเมื่อครั้งยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 อยู่ โดยวุฒิสภาจะกลายเป็นสภาของภรรยาหรือลูกหลานนักการเมืองจากสภาผู้แทนฯ เพราะใช้ฐานเสียงจากการเลือกตั้งเดียวกัน ส่งผลให้รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารสามารถกุมเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาล่างและสภาบน
เกมของ ปชป.จึงต้องยื้อการพิจารณาให้นานที่สุด ด้วยหวังว่าหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในกลุ่มมาตรานี้ผ่านความเห็นชอบล่าช้า จะทำให้ ส.ว.จากการเลือกตั้งชุดปัจจุบันที่กำลังจะหมดวาระในต้นปีหน้า ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ได้อีก 1 สมัยตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่
09.40 น.การประชุมเริ่มขึ้น ประเด็นแรกที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ หยิบยกขึ้นมาคือ ประท้วงการทำหน้าที่ของ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา โดยอ้างว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากร่างผ่านการพิจารณา ตนเองก็จะได้ประโยชน์ด้วย เนื่องจาก ส.ว.จากการเลือกตั้งชุดปัจจุบันจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ต่อได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปีเหมือนกฎหมายเดิม เฉพาะประเด็นนี้ใช้เวลาไปถึง 2 ชั่วโมง
11.25 น.ที่ประชุมเริ่มวุ่นวาย เมื่อ นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ รายงานผลการพิจารณาของ กมธ.ต่อที่ประชุมว่า มีผู้เสนอคำแปรญัตติรวมทั้งสิ้น 202 คน และมีคนที่เสนอเกินเวลา 2 คน จึงเหลือ 200 คน แต่ในจำนวนดังกล่าวพบว่ามีผู้ที่แปรญัตติขัดกับหลักการจำนวน 57 คน เช่น เสนอให้ตัดบทบัญญัติทุกมาตรา หรือให้การได้มาซึ่ง ส.ว.กลับไปสู่ระบบสรรหาผสมกับการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าขัดกับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาได้รับหลักการวาระแรกเอาไว้ (คือให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว)
ปรากฏว่า ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลายรายได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านการตัดสิทธิอภิปรายของผู้แปรญัตติ 57 คน ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็อภิปรายสนับสนุนให้ตัดสิทธิ ประเด็นนี้ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ในที่สุด นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้น ได้ตัดสินให้ ส.ส.อภิปรายฝ่ายละ 1 คน แต่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ไม่ยอม และได้พยายามประท้วง เพราะต้องการให้สมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ทั้ง 57 คนได้อภิปรายครบ แม้นายสมศักดิ์จะทักท้วงว่าการอภิปรายจะไม่จบตามเวลาที่กำหนดก็ตาม
"ผมนึกรักท่านอลงกรณ์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเสนอให้ปฏิรูปพรรค) ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่หากจะให้อภิปรายครบทุกคนเช่นนี้ ก็จะไม่มีกฎหมายผ่านสภาได้เลยแม้ฉบับเดียว ผมก็ต้องใช้อำนาจของผม หากไม่มีใครอภิปรายจะใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย ขอให้ลงมติเลยครับ เป็นอย่างไรก็เป็นกัน"
ผลการลงมติปรากฏว่า เสียงข้างมาก 339:15 เสียงเห็นว่าคำแปรญัตติของทั้ง 57 คนขัดหลักการ ทำให้ที่ประชุมไม่อนุญาตให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง 57 คนได้อภิปราย ส่งผลให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ไม่พอใจ มีการโห่ร้องในห้องประชุม บางคนก็ตะโกนว่า "สภาทาส" ขณะที่ นายอรรถพร พลบุตร ส.ส. เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำกระดาษที่เขียนข้อความว่า "สภาทาส" ขึ้นมาชูต่อหน้าบัลลังก์ประธาน
14.00 น. นายสมศักดิ์ได้นำค้อนประธานขึ้นมาเคาะเพื่อควบคุมการประชุม เป็นสัญญาณให้สมาชิกทุกคนหยุดและนั่งลง พร้อมสั่งให้ตำรวจรัฐสภาเข้ามาในห้องประชุมเพื่อนำตัวสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ยอมนั่งลงและไม่อยู่ในความสงบออกจากห้องประชุม
จังหวะนั้นสถานการณ์ยิ่งชุลมุน เพราะตำรวจเองก็ไม่กล้าผลุนผลันเข้าไปคุมตัว ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ยืนและส่งเสียงดังออกไปจากห้อง นายสมศักดิ์จึงสำทับว่า "ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ต้องรีรอ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งถือว่าขัดคำสั่งประธาน และจะตั้งกรรมการสอบ" ส่งผลให้ตำรวจเดินเข้าไปยังกลุ่ม ส.ส.ประชาธิปัตย์ จนเกิดการผลักดันกัน และมี ส.ส.กลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปต่อว่าตำรวจ
จังหวะนั้น นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี ปชป. ได้ปรี่เข้าไปผลักหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง และใช้มือดันที่คอจนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามล็อกแขนนายกุลเดชเพื่อพาตัวออกจากห้องประชุม สร้างความไม่พอใจแก่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่พยายามกรูเข้ามาช่วยนายกุลเดช โดยเฉพาะ นายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี วิ่งเข้าไปผลักตำรวจที่ล็อกตัวนายกุลเดชอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปคุมตัวนายธานีออกจากห้องประชุมด้วย
อย่างไรก็ดี นายธานีก็ขัดขืนต่อสู้ด้วยการใช้มือกดศีรษะเจ้าหน้าที่ ก่อนที่นายธานีจะสะบัดตัวออกมายืนอยู่ในวงของ ส.ส.พรรคเดียวกันที่พากันต่อว่าเจ้าหน้าที่ว่า "กล้าทำผู้แทนเหรอ" ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหยุดปฏิบัติการ ส่วน ส.ส.หญิงของประชาธิปัตย์ได้พากันกรีดร้อง โดยกล่าวอ้างว่าตำรวจจะเข้าไปคุมตัวด้วยความรุนแรง ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้แต่ยืนดูและวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายนายสมศักดิ์ต้องกดออดพักการประชุม และรีบเดินออกจากห้องประชุมทันที ด้านตำรวจรัฐสภาได้ยกมือไหว้ขอโทษ ส.ส.ประชาธิปัตย์หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนสงบลง
14.30 น. นายนิคมขึ้นมาทำหน้าที่ประธานแทน แต่ห้องประชุมยังไม่เรียบร้อย แม้ว่านายนิคมจะพยายามให้ฝ่ายเลขาธิการรัฐสภาดำเนินการต่อไป โดยผ่อนปรนว่า สมาชิกรัฐสภาทั้ง 57 คนที่ถูกมติเสียงข้างมากตัดสิทธิอภิปราย ยังมีโอกาสอภิปรายได้ในมาตราที่ กมธ.วิสามัญฯแก้ไข แต่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ย้อนกลับไปหารือว่าการลงมติตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภา 57 คนถือเป็นโมฆะและยอมรับไม่ได้
15.00 น. ได้มีการถกเถียงกันประเด็นใหม่ เมื่อ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขณะนี้มีตำรวจปราบจลาจลจำนวน 100 นายอยู่ในรัฐสภา เพราะนายสมศักดิ์ประสานไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้ส่งกำลังมาดูแลความเรียบร้อย จึงขอให้ประธานรัฐสภาถอนกำลังดังกล่าวออกไป ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้ความร่วมมือ และขอให้พักการประชุม
สถานการณ์ในห้องประชุมกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง เนื่องจาก ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลายคน เช่น นายอภิชาต สุภาเพ่ง ส.ส.เพชรบุรี ตะโกนว่านี่ไม่ใช่รัฐตำรวจ ขอให้พักประชุมและถอนกำลังตำรวจออกไป ทำให้นายนิคมสั่งพักการประชุมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อเวลา 15.20 น.
15.25 น. การประชุมเปิดขึ้นอีกครั้ง นายนิคมพยายามดำเนินการตามวาระการประชุมต่อไป แต่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ นำโดย นายเทพไท เสนพงศ์ ยังคงอภิปรายเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีการสั่งนำกำลังตำรวจจลาจลเข้ามาในสภา นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นชี้แจงว่าตำรวจที่มาไม่ใช่ตำรวจปราบจลาจล และไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ของสภา แต่ไปอยู่ที่สวนสัตว์ดุสิต
การประชุมยังไม่สามารถเข้าสู่เนื้อหาสาระได้ และมีการประท้วงกันไปมาระหว่าง ส.ส.ประชาธิปัตย์ กับ ส.ส.เพื่อไทย และมีการพูดจาเสียดสีปะทะคารมกันในหมู่ ส.ส.หญิงอย่าง น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท. กับ นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กรุงเทพฯ ปชป. แต่สุดท้ายบรรยากาศก็ดีขึ้นเมื่อนายนิคมพูดถึง น.ส.ขัตติยา โดยบอกว่า "ขอให้คนสวยได้สิทธิอภิปรายบ้าง" พร้อมกับชื่นชมนางนาถยาว่าเป็นคนสวยระดับนางเอกภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง
ต่อมา นายสมศักดิ์ ได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องการนำตำรวจนครบาลเข้ามาดูแลความเรียบร้อยในรัฐสภาว่า เป็นการดำเนินการของผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าตำรวจรัฐสภาเข้ามาดูแลความเรียบร้อยในห้องประชุมหมด ทำให้รอบๆ อาคารรัฐสภาไม่มีกำลังตำรวจ ซึ่งตำรวจที่มาใหม่ก็ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่รัฐสภา แต่คำชี้แจงของนายสมศักดิ์ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่เรียกร้องให้นายสมศักดิ์กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไม่ควรโยนความผิดให้ข้าราชการ
16.40 น. บรรยากาศการประชุมยังไม่ดีขึ้น และไม่มีการอภิปรายในเนื้อหาสาระ โดย ส.ส.ประชาธิปัตย์ ยังคงเรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีนำกำลังตำรวจเข้ามาในสภา โดยอ้างว่าเป็นการคุกคามสมาชิก กระทั่งนายนิคมต้องสั่งพักการประชุมเป็นครั้งที่ 3





