วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตำรวจฟ้องแพ่งก.ยุติธรรม คืนเงินกว่า6แสน

ตำรวจฟ้องแพ่งก.ยุติธรรม คืนเงินกว่า 6 แสน หลังประมูลซื้อที่ดิน สนง.บังคับคดี จ.เลย ขายทอดตลาด แต่สุดท้ายที่ดินล่องหน ไม่มีอยู่จริง

พ.ต.ท.ณัฎฐ์พัชร์ โฆษิตเลิศ สารวัตรอนุศาสตราจารย์ สังกัดกองทะเบียนพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง กระทรวงยุติธรรม เป็นจำเลย เรื่องเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆะ กรณีที่เข้าประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลยเมื่อปี 2547 แล้วไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์เข้าครอบครองที่ดินทำกินได้ตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 27 มี.ค.47 และให้คืนเงินจำนวน 610,000 บาทที่ได้เข้าประมูลซื้อที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ทำสัญญาเป็นต้นไป

โดยคำฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 27 มี.ค.47 โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 588 ม.2 ตำบลนาอ้อ อ.เมือง จ.เลย มีเนื้อที่ 50 ไร่ จำนวนเงิน 610,000 บาท จากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลย ที่นำออกจำหน่ายโดยวิธีแจ้งประกาศขายทอดตลาด ภายหลังโจทก์ทำหนังสือสัญญาซื้อที่ดินดังกล่าวแล้วจะเข้าไปทำการครอบครองที่ดิน แต่กลับพบว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีอยู่จริงดังที่ระบุ และตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินที่ทางการได้ประกาศให้เป็นที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก ตั้งแต่ปี 2538 ก่อนที่จำเลยจะนำออกมาแจ้งประกาศขายทอดตลาด มีผลทำให้การประกาศขายทอดตลาดของจำเลยไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง โจทก์จึงเข้าทำสัญญาซื้อที่ดินในวันดังกล่าวโดยสำคัญผิดในวัตถุประสงค์ของทรัพย์ที่ซื้อว่ามีอยู่จริง ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการทำนิติกรรมสัญญาซื้อทรัพย์อันเป็นที่ดินจากจำเลย มีผลให้นิติกรรมสัญญาซื้อที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ ถูกยกเลิก จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 610,000 บาท แก่โจทก์ ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือสัญญา โจทก์เคยใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาล โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด แต่ศาลฎีกามีคำสั่งกลับให้ถือว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบ เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ไม่ตรวจสอบทรัพย์สินที่ซื้อ ต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายทำหนังสือแจ้งต่อจำเลยเพื่อทบทวนการทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน และพิจารณาคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการคืนเงินให้ การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียหายสูญเสียเงินจำนวน 610,000 บาท เพื่อซื้อทรัพย์อันเป็นที่ดินดังกล่าว โดยศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีดำหมายเลข 3346/2556 โดยศาลนัดชี้สองสถาน เพื่อกำหนดประเด็นพิจารณาคดีในวันที่ 11 พ.ย. นี้

ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฎฐ์พัชร์ กล่าวถึงที่มาของที่ดินว่า ตนได้ประมูลซื้อที่ดิน จากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลยตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งที่ดินดังกล่าวศาลจังหวัดเลยได้ยึดมาจากหลักทรัพย์ประกันตัวของผู้ต้องหาที่หนีคดี โดยนายประกันผู้ต้องหาได้ใช้เป็นเอกสารสิทธิ์น.ส.3 แต่ไม่มีที่ดินอยู่จริง และเมื่อมีการนำมาขายทอดตลาด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่ได้ใช้ความละเอียดรอบคอบตรวจสอบว่าที่ดินนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ พิกัดตำแหน่งอยู่ที่ใด กระทั่งตนชนะการประมูลซื้อที่ดิน เมื่อจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อจะเข้าครอบครองและใช้ปลูกยางพารา กลับพบว่าที่ดินนั้นมีผู้ครอบครองทำกินอยู่แล้วและมีเอกสิทธิ์เป็นส.ป.ก.ถูกต้อง

ส่วนตนได้เป็นเอกสารใบแทนเท่านั้น และเมื่อร้องขอให้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลยชี้ที่ตั้งที่แท้จริงก็ไม่ทราบตำแหน่งและยังเคยมีหมายเรียกนายประกันดังกล่าวไปชี้จุด แต่ก็เป็นตำแหน่งที่ต่างจากจุดของที่ดินที่ศาลได้มีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ซึ่งตนแปลกใจว่าเอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกเก็บอยู่ที่สำนักงานกรมที่ดิน จ.เลย นานถึง 20 ปี แต่กลับไม่พบความผิดปกติ และเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่สำนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินแล้วไปเขียนแผนที่ขายทอดตลาดให้ประชาชนแต่ไม่ทราบตำแหน่งพิกัดที่ชัดเจน โดยการฟ้องคดีหากไม่ได้รับเงิน 610,000 บาทคืนก็ขอให้ศาลหรือสำนักงานบังคับคดีช่วยไปชี้ตำแหน่งที่ตั้งทรัพย์ที่ดิน เพื่อเข้าคอบครองทำกินต่อไป เพราะตอนประมูลซื้อตนได้เข้ามาตามขั้นตอนโดยสุจริต แต่การที่ที่ดินนั้นได้ถูกเพิกถอนไปตั้งแต่ปี 2538 แล้วยังมีการประกาศขายทอดตลาดอีกจะมีหน่วยงานใดรับผิดชอบหรือไม่ เมื่อซื้อที่ดินจากหน่วยงานของรัฐแล้วไม่มีที่ดินอยู่จริง ทั้งนี้ ตนคิดจะฟ้องอาญากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ประมาทเลินเล่อในเรื่องนี้จนตนได้รับความเสีย