"อภิสิทธิ์"เผยสมาชิกรัฐสภาแปรญัตติที่มาส.ว.กว่า200คน ยันไม่ค้านส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องมีหลักประกันวุฒิฯเป็นกลาง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ชาแนล ถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอีกครั้ง แต่คาดว่าจะประชุมในวันที่ 23 ส.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้ได้รับเพียงหนังสือนัดประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. แต่ยังมีความสับสน เพราะมีข่าวว่าบรรจุรัฐธรรมนูญทุกฉบับเข้าที่ประชุมรัฐสภาแล้ว แต่วาระที่ตนได้รับมีเพียงเรื่องที่มาส.ว. เท่านั้น โดยมีสมาชิกรัฐสภาแปรญัตติจำนวน 202 คน คงต้องการให้เป็นส.ว. เป็นกลาง เพราะส.ว.มีหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคล ให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ และเมื่อเป็นการเลือกตั้งโดยตรง คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีความเป็นกลาง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ การเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้อีกและทำให้สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน สามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อีก จึงเกิดคำถามว่า การที่บุคคลเหล่านี้กำลังพิจารณาร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่เป็นผลประโยชน์ของตัวเองโดยตรงนั้น มันขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่มีคนแปรญัตติเยอะมาก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยว่า ที่มาของส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้ง แต่จะทำอย่างไรให้วิธีการ และระบบ ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีหลักประกันที่ดีที่สุด ว่าจะได้บุคคลตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่เราต้องการจากสภาสูง
เมื่อถามว่าการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสำคัญแต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางไปต่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า สังเกตว่าเรื่องที่เรามองสำคัญนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ครอบครัวของนายกฯ และเป็นเรื่องร้อน ๆ แต่ยุทธศาสตร์ฝ่ายการเมืองที่บริหารประเทศในปัจจุบัน เขาพยายามใช้ตำรา อะไรที่ขัดแย้งหรือเป็นเรื่องร้อน นายกฯ อย่าไปยุ่ง ลอยตัวเหนือปัญหา ไปทำแต่เรื่องที่ประชาชนดูแล้วเหมือนกับมันไม่มีปัญหาอะไร ในทางการเมืองอาจจะได้ผล เพราะประชาชนเห็นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบโต้อะไรเลย ลักษณะดังกล่าวไม่ถูกหลักตามระบอบประชาธิปไตย





