"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจประชาชน49.50% การเมืองไทยเข้าสู่ขั้นวิกฤิตแล้ว ขณะที่ 50.9 %ยังไม่วิกฤติ
นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง อารมณ์ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 1,614 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 14 - 17 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน ค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ติดต่อข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์
เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้วหรือไม่ พบว่าร้อยละ 49.1 คิดว่าวิกฤติแล้ว ในขณะที่ร้อยละ 50.9 คิดว่ายังไม่วิกฤติ
ที่น่าสนใจคือ เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนต่อการเมืองไทยในปัจจุบันในประเด็นต่างๆ พบว่า เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 97.1 คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ รองลงมา ได้แก่ ร้อยละ 89.9 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาเจรจากัน ร้อยละ 74.5 รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมือง ร้อยละ 71.7 รู้สึกวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ทางการเมือง ร้อยละ 59.6 เครียดต่อเรื่องการเมือง ร้อยละ 22.4 ระบุขัดแย้งกับเพื่อนบ้านในเรื่องการเมือง ร้อยละ 20.1 ระบุขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องการเมือง และร้อยละ 18.0 ระบุขัดแย้งกับคนในครอบครัวในเรื่องการเมือง
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.2 ระบุว่าการเมืองเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ในขณะที่ร้อยละ 14.8 ระบุว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากหรือร้อยละ 89.4 ระบุว่าควรให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในเวทีปฏิรูปประเทศหรืออยากให้เปิดโอกาสรับฟังเสียงของประชาชนบนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 59.8 คิดว่าเวทีปฏิรูปประเทศอาจจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศและลดความขัดแย้งได้ ในขณะที่ร้อยละ 40.2 คิดว่าไม่สามารถช่วยได้
นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญคือ เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มตัวอย่างมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนี้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความเชื่อมั่นอยู่ที่ 5.42 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
นางสาวปุณฑรีก์ ผช.ผอ. กล่าวว่า รัฐบาลและฝ่ายการเมืองต้องปรับแนวทางการบริหารจัดการเวลาและความรับผิดชอบระหว่างการเล่นเกมทางการเมืองกับการดูแลความเป็นอยู่และความรู้สึกของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจข้างต้นว่าประชาชนรู้สึกเบื่อและเห็นว่าการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยควรเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ดังนั้นแนวทางออกที่น่าพิจารณาในการพัฒนาและปฏิรูปประเทศนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยพลังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมในการขับเคลื่อนเพื่อร่วมกันหาแนวทางออกไปสู่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยื่น และสามารถแก้ไขได้ทั้งระบบไม่ใช่การให้ความสำคัญเฉพาะจุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ การพูดคุยต้องอยู่บนพื้นฐานของการเล่าความจริงประกอบกับเหตุและผลในการถกเถียง นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขและหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต นำกรณีศึกษาจากต่างประเทศมาเป็นบทเรียน หยิบยกแนวทางที่น่าสนใจมาประยุกต์ใช้ แต่ไม่ใช่การแทนที่เพราะสิ่งที่ต้องคำนึงคือ บริบทของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของประเทศหนึ่ง อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดของอีกประเทศหนึ่งก็ได้





