วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรณ์'ชี้ยังไม่สายถอย1ก้าวเพื่อประเทศ

"กรณ์"ชี้ยังไม่สายที่จะถอย 1 ก้าว เพื่อเดินหน้า 3 ก้าว เพื่อประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนบทความ ระบุว่า ขณะนี้เพื่อน ส.ส.ประชาธิปัตย์ของผมกำลังเตรียมจะเคลื่อนจากเวทีปราศรัยไปสภาฯ พร้อมกับประชาชนจำนวนมากที่จะเดินไปด้วยเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพวกเราทำหน้าที่ของส.ส.ในสภาฯ เราคุยกันเรียบร้อย ทุกคนที่เดินร่วมกับเรามีหน้าที่ปฏิบัติตนตามกฎหมาย รวมถึงการประกาศใช้พรบ.ความมั่นคง ที่ขาดความชอบธรรมของรัฐบาลด้วย

ผมเองไม่สามารถเข้าประชุมสภาฯ วันที่ ๗ สิงหา' นี้ร่วมกับเพื่อน สส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ เพราะหมอยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาลจึงขออนุญาตนำเสนอความคิดเห็นเรื่องสำคัญของชาติไว้ ณ ที่นี้ครับ ผมเชื่อว่าเรามีทางออกที่ดีที่เคารพสิทธิ และความคิดของทุกฝ่ายได้

วันนี้ถามคนไทยทั่วไปว่าต้องการเห็นการเมืองเป็นอย่างไร แทบทุกคนก็จะบอกว่า 'ต้องการเห็นความสงบ ต้องการเห็นความขัดแย้งลดลง' ผมก็เช่นเดียวกัน อยากเห็นการแข่งขันทางการเมืองที่สร้างสรรค์ แข่งกันเสนอแนวทางพัฒนาประเทศ และแข่งกันช่วยเหลือประชาชน

คำถามวันนี้คือแล้วไปทางไหนจะดีกว่า สำหรับบ้านเมืองเรา ทางที่หนึ่งคือยอมคุณทักษิณและพวกที่บอกว่า ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทักษิณถูกแกล้ง ไม่เคยทุจริต ไม่เคยคอร์รัปชั่น ไม่เคยมีส่วนร่วมในการสร้างมวลชนที่มีแนวร่วมใช้ความรุนแรงเพื่อล้มรัฐบาลของฝั่งตรงข้าม พรรคการเมืองของตนไม่เคยทุจริตเลือกตั้ง กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ให้ความเป็นธรรม

ถ้าเราเลือกทางนี้ ก็คือยอมกฎหมายล้างผิดที่กำลังจะมีการเสนอเข้าสภาฯ เพราะถึงแม้ว่าฉบับที่อยู่ในวาระไม่ได้มีการพูดถึงคุณทักษิณโดยตรง แต่ฉบับอื่นก็ยังไม่มีการถอนออก ถามจริงๆ คุณทักษิณพูดเองอยู่ทุกวันว่าอยากกลับบ้าน ผนวกกับความในใจที่ปรากฏใน 'คลิปฉาว' สิงค์โปร์ วันนี้ยังมีใครเชื่อไหมครับว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่แท้จริงคือการช่วยตัวคุณทักษิณ

ถ้าเลือกทางนี้ ประเทศชาติอาจจะได้ความสงบจากฝั่งแดง และเราก็ต้องยอมรับว่าความไม่สงบในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมาก็จะมาจากฝั่งแดงเป็นหลัก ส่วนพันธมิตรก็ไม่ได้ออกมาชุมนุมต่อต้าน ดังนั้นทุกอย่างก็น่าจะสงบขึ้น แล้วจะไม่ดีกับประเทศ ไม่ดีกับเศรษฐกิจ และไม่ดีกับตลาดหุ้นได้อย่างไร

อย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าต้นทุนของความสงบแบบนี้สูงมาก เราจึงต้องคิดดีๆ ง่ายๆก็คือหลักนิติรัฐหมดไป ที่ได้มาแทนคือ หลักที่ว่า ใครมีอำนาจ ทำอะไรก็ได้ ไม่มีคำว่าผิด แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อผู้มีอำนาจปัจจุบันทำให้เราเห็นแล้วว่า เขาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อที่จะมีอำนาจในมือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่า จะมีผลต่อบ้านเมืองอย่างไร

ถามว่าจะมีผลทำให้มีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาใช้ความรุนแรงหรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะผมไม่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามรัฐบาลจะมีผู้นำอำมหิตในระดับที่จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ แต่.. ถ้าหลักประชาธิปไตยที่แยกอำนาจตุลาการออกมาจากอำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกทำลาย ผมก็มองไม่เห็นว่าประเทศนี้จะน่าอยู่ได้อย่างไร และมองไม่เห็นว่าจะพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงอย่างไรด้วย ทางเลือกที่สองคืออะไร จริง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณทักษิณจะยอมถอยด้วยการถอนร่างกฎหมายออกหรือไม่ สมมติว่าไม่ยอม ทางเลือกที่สองก็คือ เราออกมาต่อต้าน พวกผมสู้ในสภาฯ และออกมาใช้สิทธิในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในการคัดค้านนอกสภาฯด้วย เราไม่ใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ดังนั้นวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนใจเขาได้ก็คือมีประชาชนออกมาแสดงพลังเยอะจริง ๆ

ส่วนถ้าคุณทักษิณเห็นแก่บ้านเมืองจริง และคุณยิ่งลักษณ์ต้องการหาทางออกให้ประเทศจริง มีทางเลือกอื่นแน่นอนที่ผมอยากเสนอ

อันดับแรก เรายังต้องให้ความสำคัญกับความจริงและความยุติธรรม สังเกตได้ว่าญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากทั้งสองฝ่าย ยังคงเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ความจริง และปฏิเสธการนิรโทษกรรม ก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะเสร็จสมบูรณ์ พวกเราหลายคนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจจะบอกว่า 'ไปขุดคุ้ยมันทำไม แล้วก็แล้วกันไปเถอะ' แต่ผมคิดว่าแนวคิดแบบนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สังคมเราไม่เคยเรียนรู้ และไม่เคยมีความลังเลในการทำผิดซํ้าซาก

ส่วนการหาความจริงนั้นไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะมีคณะกรรมการที่เป็นกลางคือ 'คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)' ซึ่งทำงานมาระหว่างสองช่วงรัฐบาล คือกรกฎาคม ๒๕๕๓ - กรกฎาคม ๒๕๕๕ และถึงแม้รัฐบาลอภิสิทธิ์จะเป็นผู้จัดตั้งคอป. แต่พรรคเพื่อไทยโดยคุณยิ่งลักษณ์เองก็ได้เคยประกาศไว้ชัดเจนว่าพร้อมที่จะรับฟังและดำเนินการตามข้อเสนอของคอป. เรื่องนี้ตอกย้ำถึงความไม่เข้าใจของฝ่ายรัฐบาลอีกเช่นกันตรงที่ว่า ขณะนี้รัฐบาลนำโดย อดีตนายกฯ สมชาย รองนายกฯ พงษ์เทพ และรมต.วราเทพ กำลังเดินหน้าทำเรื่องที่ได้เคยทำมาอยู่แล้ว และมีความน่าเชื่อถือมากกว่าคณะกรรมการที่ตัวเองกำลังจะสร้างขึ้นมาด้วยซ้ำไป เพราะมาจากคณะกรรมการอิสระที่ทั้งสองรัฐบาล จากสองขั้วการเมืองได้ให้ความยอมรับ และสนับสนุนมาแล้วทั้งสิ้น

น่าเสียดายที่พอข้อสรุปออกมาไม่เป็นบวกต่อเพื่อไทยและเสื้อแดงทั้งหมด รัฐบาลก็เลือกแต่เรื่องที่ให้ประโยชน์กับพวกตัวเองคือการจ่ายค่าเยียวยา แต่ไม่พูดถึงข้อเสนออื่นๆของคอป.อีกเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังเตรียมจะตั้งคณะกรรมการที่ตัวเองต้องการสวนกลับขึ้นมาอย่างลักลั่น ก็ยังไม่สายเกินไปครับ หันกลับมารับหลักการและข้อเสนอของคอป. แล้วเดินหน้าในการปฏิรูปตามที่ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ได้พูดถึงเมื่อวันก่อน คราวนี้ถามว่าแล้วคอป.เขาแนะนำไว้อย่างไรบ้าง รายงานฉบับเต็มยาวเกือบๆ ๓๐๐ หน้า ถ้าใครมีเวลาผมแนะนำให้ไปอ่านเอง

ผมขอหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็มีว่า:

"๑. คอป. ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าการ'ปรองดอง'เป็นทั้งเป้าหมาย (Outcome) ที่ต้องการให้ เกิดขึ้น และเป็นกระบวนการ (Process) ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและอาศัย การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยไม่มีการเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้เกิดผลตามเป้าหมาย

๒. คอป. เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการดำเนินการใดๆ ที่นำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและ ทาลายบรรยากาศของการปรองดอง โดยพึงตระหนักว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้หากผู้ที่มีส่วน ในความขัดแย้งมุ่งแต่เอาชนะ

๓. กระบวนการปรองดองมีความเกี่ยวข้องและกระทบต่อทุกภาคส่วนและประชาชนทั้งประเทศ การดำเนินการใดๆ ของรัฐบาลและภาคการเมืองเพื่อให้เกิดการปรองดองจึงต้องคำนึงถึง การมีส่วนร่วมของประชาชนและสังคมเป็นสำคัญ"

และคอป.ได้พูดถึงเรื่อง 'กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน' หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า 'Transitional Justice' ที่น่าสนใจในบริบทของความพยายามผลักดัน 'นิรโทษกรรม' โดยเพื่อไทยในขณะนี้ ประเด็นหลักๆคือ:

"๑. คอป.เห็นว่าในการกระทำความผิดตามกฎหมายผู้กระทำต้องมีความรับผิดชอบในทาง กฎหมาย (Legal Accountability) ที่เหมาะสม หากมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้นผู้กระทำ ความผิดโดยหลักการต้องมีความรับผิดชอบทางอาญา (Criminal Liability) และจะต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย คอป. เชื่อมั่นในหลักการว่าสันติภาพและความสงบสุขในสังคม มิอาจเกิดขึ้นได้หากความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น

๒. อย่างไรก็ตาม คอป. เห็นว่าการกระทำผิดกฎหมายอาญาในระหว่างที่มีเหตุการณ์ความ รุนแรงหรือสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งมีความขัดแย้งอย่างสูงในห้วงเวลาที่ผ่านมา มิใช่พฤติกรรม ที่เกิดขึ้นในภาวะปกติทั่วไปในสังคม

๓. แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นกลไกหนึ่งที่อาจนำไปสู่การปรองดอง แต่การนำการ นิรโทษกรรมมาใช้ จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ทั้งในแง่ของเวลา สถานการณ์ และกระบวนการ โดยเฉพาะการเร่งรัดให้เกิดการนิรโทษกรรมนอกจากจะไม่ส่งผลให้เกิดการปรองดองแล้ว ยังอาจเป็น การสร้างประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาใหม่

๔. การนิรโทษกรรมไม่ใช่เป้าหมายหรือผลลัพธ์สุดท้ายของการปรองดอง คอป. เห็นว่า แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้สังคมเกิดความปรองดอง แต่ในระหว่างที่ สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีความขัดแย้งสูงไปสู่สังคมแห่งการปรองดองนั้น การนำ การนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

๕. คอป. เห็นว่า การนิรโทษกรรมจะต้องกระทำโดยไม่กระทบต่อสิทธิของเหยื่อและผู้ที่ ได้รับผลกระทบในการรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการได้รับ การเยียวยาที่เหมาะสม การนิรโทษ กรรมที่จำกัดสิทธิของผู้เสียหายดังกล่าวมีแนวโน้มอย่างสูงที่จะถูกต่อต้านจากสังคม และเป็นอุปสรรค ต่อการเจรจาตกลงเพื่อการสร้างความปรองดองในชาติต่อไป

๖. การนิรโทษกรรมไม่สามารถดำเนินการโดยปราศจากขอบเขต แต่ต้องเป็นไปตามหลัก นิติธรรมและมาตรฐานที่เป็นสากลโดย คอป. เห็นว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะต้องมิใช่การนิรโทษกรรมตนเอง (Self-Amnesty) หรือการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมเป็นการทั่วไป (Blanket Amnesty) หรือครอบคลุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยปราศจากเงื่อนไข แต่จะต้องมีการกาหนด ความผิดที่จะนิรโทษกรรมและเงื่อนไขในการนิรโทษกรรมอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง"

เมื่อกลับไปทบทวนข้อสรุปของคอป.เราจึงเห็นว่าแตกต่างกับแนวทางของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นถ้าคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยจริงใจต่อการสร้างความปรองดอง จึงควรยุติกระบวนการปัจจุบันและเริ่มใหม่ในแนวทางที่สังคมจะได้ประโยชน์มากกว่า

ผมมองว่ารัฐบาลยังมีเวลาอีกถึงสองปี ลองเอาจริงกับการ 'ปฏิรูป' บ้านเมืองตามคำพูดของท่านนายกฯสักหนึ่งปี ก็ยังมีเวลาที่จะทำเรื่องนิรโทษกรรมได้ตามความเหมาะสม ถอยหนึ่งก้าวเพื่อเดินไปข้างหน้าสามก้าวครับ

ส่วนการปฏิรูปนั้น ห้ามทำเพียงในเรื่องของนักการเมืองเด็ดขาด โครงสร้างสังคมวันนี้จับไปตรงไหนก็จะพบข้อบกพร่อง ภาคประชาชนเขาก็ต้องการใช้โอกาสนี้ในการ 'ปฏิรูป' ในด้านที่มีผลต่อเขา ไม่ว่าจะเป็นตุลาการ เศรษฐกิจ ตำรวจ การกระจายอำนาจ การดูแลสิ่งแวดล้อม การศึกษา ระบบราชการ หรืออื่นๆ

แต่ถ้าคุณทักษิณคิดว่า 'เรื่องอะไรต้องถอย เดินหน้าตอนนี้อย่างนี้ไงๆก็ชนะอยู่แล้ว' บ้านเมืองก็จะวิกฤตต่อไป และที่น่าเสียดายก็คือ เมื่อมองย้อนหลังไป ๕-๖ ปีที่ผ่านมา คุณทักษิณมีทางเลือกอย่างนี้ทีไร แกเลือกเดินไปผิดทางทุกที

สุดท้าย ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจ มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่า เรื่องที่รัฐบาลกำลังทำนี้ไม่ได้มีผลดีแต่อย่างใดต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ถือได้ว่ามีปัญหาหมักหมมมากมาย และการละเลยปัญหาเหล่านี้ก็จะบานปลายไปกระทบกับค่าครองชีพ และความเป็นอยู่ของประชาชน ปัญหาการเมืองไม่เคยทำให้ปากท้องประชาชนดีขึ้น ผมจึงขอเสนอให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศยอม "ถอย 1 ก้าว" เพื่อให้ประเทศไทยได้ "เดินหน้า 3 ก้าว" แล้วกลับมาเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่อุ้มชูพวกท่านเข้ามาบริหารงาน ให้สมกับที่พวกเขาเชื่อ และไว้ใจเถอะครับ
(ผมขออภัยคอป.ที่ย่อส่วนข้อเสนอมาเป็นตัวอย่าง แต่มั่นใจว่าไม่มีผลบิดเบือนไปจากประเด็นหลักครับ)