"ประชาเสวนา" ฉบับ สถาบันพระปกเกล้า คนไทยหนุนปรองดอง-นิรโทษมีเงื่อนไข
ในขณะที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเดินเกมดึงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักการเมืองและผู้อาวุโสในบ้านเมืองร่วมเป็น "คณะกรรมการปฏิรูป" โดยอ้างว่าเพื่อหาทางนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤติความขัดแย้งนั้น
หลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายที่คัดค้าน ไม่เอาด้วย ตั้งคำถามว่าการตั้งคณะกรรมการแบบเปิดกว้างไร้ขีดจำกัดแบบนี้ จะนำไปสู่ "ฉันทามติ" หรือ "ข้อสรุป" ที่เห็นชอบร่วมกันได้อย่างไร
ที่น่าสนใจ ก็คือ การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางปฏิรูปทั้งการเมืองและมิติอื่นๆ ของประเทศ ตลอดจนการหาทางออกจากความขัดแย้งนั้น มีการตั้งคณะกรรมการมาแล้วหลายชุด เช่น คณะกรรมการปฏิรูป ที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, สมัชชาปฏิรูป ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน หรือแม้แต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน
แต่ที่น่าแปลก ก็คือ คณะกรรมการแต่ละชุดได้สรุปผลการทำงานออกมาแล้ว แต่รัฐบาลหาได้สนใจหรือหยิบมาสานต่อเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่ข้อเดียว
มองในแง่ดีเป็นไปได้ว่า รัฐบาลอาจไม่เห็นชอบกับแนวทางต่างๆ ที่สารพัดคณะกรรมการเหล่านั้นได้นำเสนอ
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าได้ซุ่มทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาทางออกให้กับประเทศอยู่เหมือนกัน โดยใช้ "เวทีประชาเสวนา" หรือ Public Deliberation เป็นเครื่องมือ ซึ่งเป็นการดำเนินการคู่ขนานไปกับการเปิด 108 เวทีของรัฐบาล ที่จัดทำโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ผลการศึกษาชิ้นนี้ชื่อ "รายงานวิจัยอนาคตประเทศไทยและการเมืองที่พึงปรารถนา" จุดแข็งของรายงาน แม้จะเปิดเวทีน้อยกว่าของรัฐบาล แต่การจัดทำกระบวนการและวิเคราะห์ข้อมูลอิงหลักวิชาการมากกว่า มีความเป็นมืออาชีพมากกว่า และใช้บุคลากรที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผลประโยชน์ในทางการเมือง
สำหรับเวทีประชาเสวนาหาทางออก จัดขึ้น 8 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น อ่างทอง บุรีรัมย์ พะเยา ปราจีนบุรี นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช และ กรุงเทพมหานคร ระหว่างเดือนก.ย. 2555 ถึงเดือนพ.ค. 2556 โดยมีผู้เข้าร่วมเวทีกระจายไปเกือบทุกตำบลหรือเขตของแต่ละจังหวัด ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างจากประชาชนทั่วไป และประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายต่างๆ ตลอดจนผู้นำกลุ่มที่ปรากฏชัดในสังคม ตลอดจนนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคมที่สนใจ
ผลการศึกษามี 2 ประเด็น คือ 1.ภาพอนาคตประเทศไทยที่คนไทยอยากส่งมอบให้แก่ลูกหลาน และ 2.ทำอย่างไรเพื่อให้ภาพอนาคตเกิดขึ้นได้ มีรายละเอียดดังนี้
1.ภาพอนาคตประเทศไทยที่ประชาชนอยากเห็นและต้องการส่งมอบให้แก่ลูกหลาน ประมวลจากสิ่งที่ประชาชนในแต่ละเวทีให้ความสำคัญมากที่สุด 6 อันดับแรก มี 11 ภาพอนาคต เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
ลำดับที่ 1 อยากเห็นสังคมไทยมีสันติสุข สงบสุข มีความปรองดอง รักสมัครสมานสามัคคี สมานฉันท์ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งสี อยู่ร่วมกันได้ทุกศาสนา ลืมอดีตและให้อภัยกัน มีเมตตาธรรม ให้เกียรติซึ่งกันและกัน พูดคุยและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันด้วยเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้ความรุนแรงและชี้ว่าคนอื่นผิด
ลำดับที่ 2 มี 2 ภาพได้คะแนนเท่ากัน คือ
- อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีศีลธรรม มีคุณธรรม และมีคุณภาพ ปฏิบัติตามหลักศาสนา มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
- อยากเห็นสังคมไทยมีความเป็นธรรมและยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ยึดหลักกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เสมอภาคกัน
ลำดับที่ 3 มี 3 ภาพที่ได้คะแนนเท่ากัน คือ
- อยากเห็นประชาชนมีส่วนร่วมทุกระดับ เริ่มตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการให้และรับข้อมูลข่าวสาร มีส่วนร่วมดำเนินการ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและติดตามตรวจสอบ
- อยากเห็นสังคมไทยมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยอมรับการตรวจสอบ ไร้คอร์รัปชัน การคดโกง และลดการอุปถัมภ์
- อยากเห็นสังคมไทยมีผู้นำ นักการเมือง ส.ส.ที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ซื่อสัตย์ซื่อตรง มีจิตสำนึก ยึดประโยชน์ส่วนรวม และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตน
ลำดับที่ 4 อยากเห็นสังคมไทยมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
ลำดับที่ 5 มี 2 ภาพที่ได้คะแนนเท่ากัน คือ
- อยากเห็นสังคมไทยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในทุกภาคส่วน
- อยากเห็นประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตตนเอง และอำนาจอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง
ลำดับที่ 6 มี 2 ภาพที่ได้คะแนนเท่ากันคือ
- อยากเห็นยาเสพติดหมดไปจากประเทศ เด็กไทยไม่ติดยา
- อยากเห็นสื่อสร้างสรรค์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน เข้าใจง่าย ไม่สร้างความแตกแยกในสังคม มีความเป็นกลางและเป็นธรรม
ส่วนภาพอนาคตที่สังคมไทยอยากเห็นในลำดับรองๆ ลงไป เช่น อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีการพัฒนาด้านการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ภายใต้หลักศีลธรรม อยากเห็นองค์กรอิสระมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นต้น
2.ทำอย่างไรเพื่อให้ภาพอนาคตเกิดขึ้นได้ และใครบ้างที่ต้องเข้ามาดำเนินการ จากการประมวลสังเคราะห์แนวทางที่ประชาชนในแต่ละเวทีจัดความสำคัญไว้ใน 6 ลำดับแรก สามารถสรุปแนวทางที่ประชาชนโดยภาพรวมต้องการให้มีการดำเนินการรวม 11 แนวทาง เรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้
ลำดับที่ 1 สร้างค่านิยมธรรมาภิบาล
ลำดับที่ 2 จัดเวทีประชาเสวนาหาทางออกในทุกระดับ, ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรการศึกษา และสร้างค่านิยมพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเองในชุมชน
ลำดับที่ 3 เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
ลำดับที่ 4 ผู้นำต้องมีภาวะผู้นำ, ประชาชนทุกคนต้องเคารพปฏิบัติตามกฎหมาย
ลำดับที่ 5 ส่งเสริมวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี
ลำดับที่ 6 แก้ปัญหายาเสพติด, มีกระบวนการส่งเสริมสามัคคีปรองดอง
ผู้เกี่ยวข้องที่ต้องร่วมกันดำเนินการ มีทั้งระดับครอบครัว ครูอาจารย์ สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สื่อมวลชน รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พรรคการเมือง ผู้บังคับใช้กฎหมาย และปราชญ์ท้องถิ่น
รายงานยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง คือการประเมินทัศนคติของผู้เข้าร่วมเวทีทั้งก่อนและหลัง เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่อภาพอนาคตที่พึงปรารถนา หรือแนวทางการหาทางออกของบ้านเมือง โดยมีปัจจัยสำคัญที่ประชาชนมองว่ามีผลต่อภาพอนาคตและทางออกของประเทศรวม 5 ปัจจัย คือ 1.ปัจจัยด้านเผด็จการและความรุนแรง 2.ปัจจัยด้านสันติวิธี 3.ปัจจัยด้านคุณธรรม 4.ปัจจัยด้านการบังคับใช้กฎหมาย และ 5.ปัจจัยด้านการให้อภัยโดยปราศจากเงื่อนไข
ผลการประเมินสรุปว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเคารพกฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายโดยต้องใช้หลักสันติวิธีมาร่วมด้วย ทั้งนี้ หลังจากการเข้าร่วมเวทีประชาเสวนาแล้ว ประชาชนให้การยอมรับการใช้หลักสันติวิธี กับหลักคุณธรรมและจริยธรรมมากขึ้น ให้การยอมรับแนวทางที่สุดโต่งน้อยลง คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดอย่างเดียว หรือการให้อภัยโดยปราศจากเงื่อนไขอย่างเดียว อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวคิดแบบเผด็จการและความรุนแรงเป็นอันดับท้ายสุด
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ผู้ที่ร่วมจัดทำรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า ทัศนคติของประชาชนที่ค้นพบก็คือ ทุกคนอยากเห็นสังคมปรองดอง แต่การจะไปสู่จุดนั้นได้ต้องเริ่มด้วยการเคารพกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผิดต้องว่าไปตามผิด แต่ก็ต้องควบคู่กับแนวทางสันติวิธีด้วย
ส่วนการให้อภัยโดยปราศจากเงื่อนไขนั้น ประชาชนไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เห็นควรให้อภัยอย่างมีเงื่อนไข หากจะนิรโทษกรรมก็ควรมีเงื่อนไข เช่น สำนึกผิดแล้วจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น





