วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนม็อบโค่นระบอบทักษิณ

คณะเสนาธิการมีพล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ ประธาน อพส.คนใหม่ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธิ์ธานี พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์วางแผนมา7เดือน

เหลืออีกเพียงวันเดียวก็จะถึงดีเดย์วันนัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายใต้การนำของ "กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ" ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ที่เคยมี "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นผู้นำ ภายหลังสร้างปรากฏการณ์ "ม็อบวันเดียว" ที่ต้องลาโรงไปอย่างหมดรูปเมื่อ พ.ย.ปีที่แล้ว

การโหมปี่กลองเพื่อรวมตัวกันรอบใหม่นี้ ต้องยอมรับว่าสร้างกระแสไม่ค่อยขึ้นเท่าใดนัก และคงไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับการชุมนุมของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ตั้งแต่ก่อน ก.ย.2549 จนถึงปี 2551 ซึ่งสามารถสร้างปรากฏการณ์ชุมนุมกันได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นร้อยๆ วัน เพราะเอาแค่เปรียบเทียบกับม็อบเสธ.อ้าย เมื่อปีที่แล้ว บรรยากาศก็ดูกร่อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญแนวทางการเคลื่อนไหวถูกปิดเป็นความลับแบบ "สุดยอด" มีเพียงฝ่ายเสนาธิการกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณเท่านั้นที่ทราบดี ซึ่งก็ยังไม่ชัดว่าสาเหตุที่ยุทธศาสตร์การชุมนุมถูกปิดลับ เป็นเพราะกลัวถูกล้วงข้อมูลและดักทางจากฝ่ายรัฐบาล หรือเป็นเพราะไม่มียุทธศาสตร์อะไรเลยกันแน่

ทว่าล่าสุดรัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่นำโดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ประเมินยอดผู้ชุมนุมว่าตั้งต้นที่ 4,000 คน แต่หากมีมาเติมเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มสูงถึง 70,000 คน พร้อมทั้งประกาศให้ทำเนียบรัฐบาล กับ รัฐสภา เป็นเขตหวงห้าม และสั่งปิดการจราจรบนถนน 12 สายช่วงที่มีการชุมนุมด้วย

การแถลงข่าวผ่านทีวีพูลเมื่อวานนี้ (2 ส.ค.) มีการนำโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องยิงแห ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมการชุมนุม มาข่มขวัญกันพอหอมปากหอมคอ

เช่นเดียวกับการเตรียมพร้อมด้านกำลังพล มีการระดมตำรวจจากหลายกองบัญชาการทั่วประเทศมาสแตนบายรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะที่ทำเนียบรัฐบาล ที่นำแท่งแบริเออร์สูงเกือบ 2 เมตรวางปิดล้อมทางเข้า-ออกทุกด้าน

ทั้งหมดเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งหลายคนในรัฐบาลเคยด่าทอบริภาษว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ ออกในยุครัฐบาลหลังการรัฐประหาร แต่วันนี้ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มพิกัดจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

หันไปดู "ยุทธวิธี" ของฝ่ายต่อต้าน นำโดยกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ แม้ทุกอย่างจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ก็มีข่าวสารข้อมูลเล็ดลอดออกมาบ้างเหมือนกัน โดยคณะเสนาธิการซึ่งล้วนเป็นอดีตนายทหารระดับสูง เคยผ่านสมรภูมิรบมาหลายสมรภูมิ แสดงความมั่นใจว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลและโค่นล้มระบอบทักษิณได้สำเร็จอย่างแน่นอน

โดยคณะเสนาธิการ ประกอบด้วย พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ ประธาน อพส.คนใหม่ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธิ์ธานี พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์พ่วงด้วยพลเรือนอย่าง นายไทกร พลสุวรรณ ในฐานะสมาชิก อพส. และ นายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

โดย นายไทกร เป็นผู้รับบทประสานมวลชนกลุ่มต่างๆ...

คณะเสนาธิการฯ ประชุมวางแผนกันแบบลับๆมาร่วม 7 เดือน กระทั่งตกผลึกว่าจะร่วมกันลุกฮือต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเรียกระดมพลจากจังหวัดต่างๆ เข้าเมืองหลวงในวันที่ 4 ส.ค.

ข่าวแจ้งว่า เมื่อมวลชนมากันพร้อมหน้า ฝ่ายเสนาธิการฯจะเริ่มเดินหมากขับเคลื่อน โดยให้ผู้ชุมนุมปักหลักยืดเยื้อจนถึงวันที่ 7 ส.ค.ซึ่งเป็นวันที่ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับของ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรก โดยจะใช้วิธีเคลื่อนขบวนแบบดาวกระจายไป 2 จุด คือทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา

การเดินขบวนจะให้แกนนำแต่ละจังหวัดควบคุมมวลชนของตนเอง โดยมีการ์ดอาสาคอยรักษาความปลอดภัยและคุ้มกันหากมีการปะทะหรือมีฝ่ายตรงข้ามเข้ามา แทรกหรือป่วน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ฝ่ายเสนาธิการกองทัพประชาชนฯ ไม่มีแผนจัดตั้งแกนนำหลักเพื่อเป็นแม่ทัพคุมมวลชนเอง แต่ให้แกนนำระดับภูมิภาคและการ์ดเป็นผู้ควบคุมฝูงชนเคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายที่ฝ่ายเสนาธิการฯกำหนด

แต่ปัญหาคือ ขณะนี้ทำเนียบรัฐบาล กับ รัฐสภา ถูก ศอ.รส.ประกาศเป็นพื้นที่หวงห้าม การจะผ่านเข้าไปได้ต้องใช้พลังมวลชนผลักดัน โอกาสที่จะเกิดการปะทะกันจนบานปลายมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน

กับอีกกรณีหนึ่งคือ ฝ่ายเสนาธิการฯ อาจปรับแผนขยับมวลชนไปบุกบ้านของนักการเมืองคนสำคัญในซีกรัฐบาลแทน แน่นอนว่าเป้าหมายคงหนีไม่พ้นคนของตระกูลชินวัตร เหมือนสมัยที่คนเสื้อแดงเคยบุกไปเทเลือดที่บ้านของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งเป็นผู้นำรัฐบาลมาแล้ว

จากนั้นก็ปล่อยให้สถานการณ์ไหลไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด...

เป็นสูตรตายตัวที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยต้องใช้ "ใคร" แต่คำถามก็คือรัฐบาลจะบังคับวิถีอย่างไรไม่ให้ "ใครคนนั้น" ขยับออกมามากกว่า!