วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศุภชัย'ปฏิเสธยักยอกทรัพย์1.2หมื่นล้าน

ปธ.สหกรณ์ปฏิเสธข้อหายักยอกทรัพย์ 12,000 ล้านบาท แจงปล่อยกู้ตัวเองเป็นเทคนิคบริหารสร้างรายได้ ขอเวลาแก้ปัญหา 3 เดือน

นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมด้วยน.ส.ศรัณยา มานหมัด ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ฯ นายลภัส โสมดำ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และนายกฤษฏา มีบุญมาก หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อสหกรณ์ฯ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท โดยนายกิตติก้อง คณาจันทร์ หัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดีเอสไอ กล่าวว่า จะแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352,353 และ 354 ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์ กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คน โดยดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมสอบปากคำอย่างละเอียด

ด้านนายศุภชัย เปิดเผยก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า ตนพร้อมกับผู้บริหารสหกรณ์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเดียวกับกรณีที่เคยถูกร้องเรียนเกี่ยวกับคดียักยอกทรัพย์ ซึ่งควรรอให้มีผลพิสูจน์ชัดเจนก่อน ที่ผ่านมายืนยันว่าการบริหารสหกรณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการ และผ่านการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่เข้ามาตรวจสอบบัญชีเป็นประจำทุกปี ดังนั้นขอให้สมาชิกอย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าว ยืนยันว่าสหกรณ์มีเงินจ่ายให้กับสมาชิกที่ต้องการปิดบัญชีทั้งเงินต้นและเงินปันผล แต่ขอให้รอจนถึงกลางเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีลักษณะเป็นการทยอยคืน ส่วนที่มีการระบุว่าสหกรณ์ฯจะจ่ายเงินคืนให้ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ตนไม่เคยพูดและไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูด ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีความคิดจะลาออกจากตำแหน่งประธานสหกรณ์ ที่สำคัญตำแหน่งนี้ดีเอสไอก็ไม่มีอำนาจปลด กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ไม่มีอำนาจปลดจนกว่าการสอบสวนจะได้ข้อเท็จจริง

"ผมขอเวลา 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหา ยืนยันว่าผมจะไม่หนีไปไหน ยังเข้ามาทำงานที่สหกรณ์ทุกวัน ปีนี้เป็นปีสำคัญสหกรณ์จะฉลองครบรอบการก่อตั้ง 30 ปี ถ้าผมไม่อยู่เป็นประธานแล้วใครจะมาแก้ปัญหา เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย ความดีในอดีตที่ทำให้สหกรณ์เข้มแข็งมาถึงปัจจุบันไม่มีใครพูดถึง แต่มาพูดกันเพียงประเด็นที่ถูกกล่าวหาร้องเรียน ซึ่งนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องกลั่นแกล้งของผู้ที่ต้องการเข้ามาบริหารสหกรณ์หรือไม่"นายศุภชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีปล่อยกู้ 12,000 ล้านบาท ให้กับบริษัทที่ตนเองมีชื่อเป็นกรรมการบริหาร นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของการบริหารสหกรณ์ ที่ต้องมีการให้สินเชื่อเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นการดำเนินการที่ทำมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2544 เรื่องนี้ไม่ใช่การปล่อยกู้ให้บริษัทตัวเอง เพราะการอนุมัติสินเชื่อให้สมาชิกสมทบต้องได้รับการอนุมัติจากกรรมการ 15 คน ตนไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพัง กฎหมายสหกรณ์เป็นกฎหมายเฉพาะมีความแตกต่างจากสถาบันการเงินอื่น จึงอาจทำให้ประชาชนไม่เข้าใจ การกู้เงินของสหกรณ์ไม่ได้ใช้หลักฐานมากเหมือนกับการกู้ธนาคาร บางครั้งใช้แค่ตั๋วสัญญาใช้เงิน ( P/N ) เพียงใบเดียว ไม่ว่าจะเงินกี่ร้อยกี่พันก็ใช้ตั๋วใบเดียว กระบวนการทำงานเป็นอย่างนี้ ระบบสหกรณ์เป็นเรื่องของงานอาสา ตนมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก จึงอยากให้ย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริงว่า ในช่วงที่เกิดปัญหา ปี2552-2553 ตนไม่ได้เป็นผู้บริหาร แต่เกิดปัญหาเพราะกรรมการชุดเก่าบริหารงานไม่เป็น สั่งปิดสำนักงานทำให้คนตื่นตกใจจนส่งผลกระทบต่อสมาชิก

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปล่อยกู้ให้บริษัทที่ตนเองมีชื่อเป็นประธานหรือกรรมการบริษัทถือเป็นผลประโยชน์ที่ขัดกันหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน การมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทไม่ได้หมายความว่าตนเป็นเจ้าของบริษัท

เมื่อถามว่าขณะนี้สหกรณ์มีเงินหรือทรัพย์สินอยู่เท่าไรเพียงพอจะจ่ายให้กับสมาชิกที่ปิดบัญชีหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบเพราะหลังได้รับเลือกตั้งกลับมารับตำแหน่งประธานสหกรณ์ก็ไม่เห็นเอกสาร เพราะถูกกรรมการชุดเก่านำออกไปจากสำนักงาน

ผู้สื่อข่าวถามถึงเงิน 3,000 ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็นเงินทดรองจ่ายซึ่งสหกรณ์สั่งจ่ายในชื่อของนายศุภชัย ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ กล่าวว่า เป็นการสั่งทดรองจ่ายเพื่อนำมาใช้ในการบริหารงานสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งใช้ในงานก่อสร้างอาคาร พัฒนาและขยายงานสหกรณ์ ซึ่งผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ขอให้ตนลงชื่อรับเป็นลูกหนี้ไปก่อนเพื่อปิดบัญชี ตนในฐานะประธานก็ต้องเซ็นรับรองไปก่อนเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหานานกว่า 2 ชั่วโมง นายกิตติก้อง เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เนื่องจากผู้ต้องหาเข้ารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง อีกทั้งทรัพย์สินบางส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ได้อายัดไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ดีเอสไอจะทยอยเรียกกรรมการ 27 บริษัท ที่มีชื่อเป็นสมาชิกสมทบและขอกู้เงินจากสหกรณ์ฯ วงเงินรวม 12,000 ล้านบาท เข้าให้ปากคำ