ศาลปกครองกลาง พิพากษา24 เกษตรกรอ.บางเลน จ.นครปฐม ชนะคดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรมชลฯ ประมาท ระบายน้ำท่วมปี 49 ไม่แจ้งเตือนอย่างเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลปกครองกลางว่า นางสิริกาญจน์ พานพิทักษ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำ 1742/2550 พร้อมองค์คณะ มีคำพิพากษาคดีที่นายชนะพล การดำริห์ กับพวกรวม 24 คน ซึ่งเป็นเกษตรกรทำสวนผัก ผลไม้ และเลี้ยงปลาในร่องสวน ต.บางระกำ อ.บางเลน จ.นครปฐม ร่วมกันยื่นฟ้อง กรมชลประทาน เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดจากการใช้อำนาจ กรณีเมื่อเดือน พ.ย.49 ซึ่งเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน โดยเจ้าหน้าที่ขงกรมชลประทาน กระทำการประมาทในการเปิดประตูเร่งระบายน้ำจากทางตอนเหนือ โดยผันน้ำและปล่อยน้ำมาทางประตูระบายน้ำคลองพระยาบรรลือ คลองพระพิมล คลองมหาสวัสดิ์ คลองโยง ฯลฯ พร้อมๆ กัน เพื่อให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีนโดยไม่มีการวางแผนระบายน้ำไว้ล่วงหน้า ทำให้พืชผลที่ผู้ฟ้องทั้ง 24 รายปลูกไว้ได้รับความเสียหาย จึงขอให้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้อง ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว รวม 10,865,136 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 10 พ.ย.49 ที่ได้กระทำละเมิด
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องทั้ง 24 ราย ยืนยันว่า เมื่อวันที่ 7-8 พ.ย.49 เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้อง ขณะปฏิบัติหน้าที่ ที่ประตูระบายน้ำพระพิมล คลองพระยาบันลือ คลองมหาสวัสดิ์ และคลองโยง ได้ถูกประชาชนที่อยู่ด้านเหนือของ ต.บางระกำ กดดันให้เปิดประตูระบายน้ำในคลองต่างๆ ทั้งหมดเพื่อระบายน้ำที่ท่วมขัง ทำให้ปริมาณน้ำมหาศาลไหลท่วมพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยของผู้ฟ้องและประชาชนโดยทั่วไปภายในเวลา 2 วัน ซึ่งแม้ผู้ฟ้องจะได้ป้องกันตนเองโดยสร้างคันดินกั้นน้ำสูง 1.20 - 1.50 เมตรที่มีมานานหลายปี และเสริมคันดินด้วยการวางกระสอบทราย แต่ก็ไมสามารถต้านทานได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของผู้ถูกฟ้องที่รับว่ามีน้ำไหล่บ่าเข้าท่วมขังพื้นที่ทั่วไปใน จ.นครปฐมนาน 50-60 วัน ขณะที่ผู้ถูกฟ้อง ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่ไม่ได้มีหนังสือแจ้งเตือนผู้ว่า ฯ นครปฐมให้ระวังภัยน้ำท่วมที่มาจากการปล่อยน้ำเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ที่ทำให้ผู้ว่า ฯ ไม่ได้ประกาศแจ้งเตือนและทำให้ผู้ฟ้องทั้งหมดไม่ทราบสถานการณ์ที่แท้จริงตามที่ผู้ฟ้องได้ระบุไว้
ประกอบกับตามที่เป็นข่าวใน นสพ.ข่าวสด วันที่ 6 ธ.ค.49 นายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดีกรมชลประทาน ขณะนั้น ระบุตอนหนึ่งว่า จะเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับการคาดการณ์ สถานการณ์น้ำในอนาคตให้แม่นยำ จึงเห็นได้ว่า เหตุน้ำท่วมพื้นที่ทำกินของผู้ฟ้องทั้งหมด เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการน้ำของผู้ถูกฟ้องโดยผิดพลาด ซึ่งผู้ถูกฟ้องไม่ได้ใช้แผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก , แผนระหว่างน้ำมาหรือขณะเกิดภัย , แผนบริหารจัดการน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงภัยตามลุ่มน้ำต่างๆ , แผนเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรเครื่องมือ , แผนงานโครงการวางระบบและติดตั้งระบบโทรมาตรเพื่อพยากรณ์น้ำและการเตือนภัย และแนวทางวิธีการติดตามเฝ้าระวัง ซึ่งเป็น 6 ใน 8 แผนงานที่เคยวางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้ถูกฟ้องไม่ได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมในการบริหารจัดน้ำ ซึ่งเมื่อมีปริมาณน้ำค้างด้านเหนือ ต.บางระกำ นาน 2-3 เดือน ผู้ถูกฟ้องควรเร่งระบายน้ำโดยการเปิดประตูระบายน้ำตามแผนอย่างเหมาะสม พร้อมใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ และการขุดลอกคูคลองในเขตรับผิดชอบ โดยบริหารจัดการน้ำไปยังด้านที่มีอุปกรณ์เครื่องมือทันสมัยระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ด้านตะวันออก (แม่น้ำบางปะกง) ที่มีอุปกรณ์ทันสมัยรองรับการดึงน้ำออกไปในเวลาที่รวดเร็วกว่า แต่ผู้ถูกฟ้องกลับระบายน้ำลงมาด้านทิศตะวันออก ที่ไม่มีอุปกรณ์ทันสมัย ตามที่ปรากฏในเอกสารชี้แจงของผู้ถูกฟ้องวันที่ 15 มี.ค.55
พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้ว่า หน่วยงานของผู้ถูกฟ้อง กระทำการโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคลากรของหน่วยงานผู้ถูกฟ้อง นับว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำโดยตรงของประเทศ แต่ไม่ได้ใช้ความเป็นมืออาชีพบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้แรงน้ำจำนวนมหาศาลพังทลายคันดินของผู้ฟ้องทั้ง 24 รายจนน้ำท่วมพื้นที่ทำกินให้ได้รับความเสียหายจริง แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลการขอรับความช่วยเหลือของผู้ฟ้องทั้ง 24 ราย จากเจ้าหน้าที่ผู้ถูกฟ้องเมื่อเดือน ธ.ค.49 แล้ว จึงมีคำพิพากษาให้ กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้อง ชดใช้ค่าเสียหายกับ ผู้ฟ้องที่ 1 ซึ่งปลูกเผือก 12 ไร่และกล้วยน้ำหว้าพันธุ์มะลิอ่อง 8 ไร่ เป็นเงิน 738,945 บาท ผู้ฟ้องที่ 2 ซึ่งปลูกมะม่วง 8 ไร่ ขนุน 2 ไร่ และกล้วยน้ำหว้า 1 ไร่ จำนวน 26,853.50 บาท ผู้ฟ้องที่ 3 ซึ่งปลูกกล้วย 5 ไร่ มะม่วงและกระท้อน 1 ไร่ 2 งาน แก้วมังกร 1 ไร่ และอ้อยคั้นน้ำขาย 1 งานจำนวน 109,250 บาท ผู้ฟ้องที่ 4 ซึ่งปลูกสวนกุหลาบ 5 ไร่ และเลี้ยงปลาแรด 4,000 ตัว จำนวน 1,475,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 5 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 2 ไร่ มันเทศ 4 ไร่ และเลี้ยงปลาแรด 2,000 ตัว จำนวน 54,142 บาท
ผู้ฟ้องที่ 6 ซึ่งปลูกฝรั่ง 6 ไร่ จำนวน 486,328 บาท ผู้ฟ้องที่ 7 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 4 ไร่ มันเทศ 8 ไร่ และเลี้ยงปลาหมอ รวมทั้งปลาสวยงาม 2 ไร่ จำนวน 287,395 บาท ผู้ฟ้องที่ 8 ซึ่งปลูกกุหลาบมอญ 5 ไร่ จำนวน 289,855 บาท ผู้ฟ้อง 9 ซึ่งปลูกชมพูพันธุ์ทูลเกล้า 5 ไร่ กระท้อนพันธุ์อีล่า 3 ไร่ มะม่วงเขียวเสวย 2 ไร่ จำนวน 157,710 บาท ผู้ฟ้องที่ 10 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 1 ไร่ จำนวน 50,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 11 ซึ่งปลูกส้มเขียวหวานพันธุ์โชกุน 8 ไร่ จำนวน 385,568 บาท ผู้ฟ้องที่ 12 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 3 ไร่ จำนวน 22,713 บาท ผู้ฟ้องที่ 13 ซึ่งปลูกตะไคร้ 1 ไร่ จำนวน 7,571 บาท ผู้ฟ้องที่ 14 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 1 ไร่ ดอกรัก 1 ไร่ และตะไคร้ 1 ไร่ จำนวน 60,284 บาท ผู้ฟ้องที่ 15 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 5 ไร่ ตะไคร้ 1 ไร่ มะม่วงลูกดก 1 ไร่ จำนวน 193,247 บาท ผู้ฟ้องที่ 16 ซึ่งปลูกโหระพา 1 ไร่ แตงกวา 1 ไร่ ต้นรัก 2 ไร่ ปลาเบญจพันธุ์ 6,000 ตัว จำนวน 55,284 บาท ผู้ฟ้องที่ 17 ซึ่งปลูกกุ๊ยช่าย 5 ไร่ จำนวน 227,855 บาท ผู้ฟ้องที่ 18 ซึ่งปลูกฝรั่งแป้นสีทอง และตะไคร้ 5 ไร่ ผักชีฝรั่งและขนุน 3 ไร่ จำนวน 193,600 บาท ผู้ฟ้องที่ 19 ซึ่งปลูกผักชีฝรั่ง 3 ไร่ 3 งาน มันเทศ 3 ไร่ ปลาแรดและปลานิล 2,000 ตัว จำนวน 190,633 บาท ผู้ฟ้องที่ 20 ซึ่งปลูกมะม่วงเขียวเสวย และน้ำดอกไม้ และเพาะกิ่งพันธุ์ เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน และ ปลากราย ปลาแรด 500 ตัว จำนวน 42,342 บาท
ผู้ฟ้องที่ 21 ซึ่งปลูกกุหลาบมอญ 9 ไร่ ผักซีฝรั่ง 3 ไร่ จำนวน 515,636 บาท ผู้ฟ้องที่ 22 ซึ่งปลูกเผือก 3 ไร่ และลิ้นจี่พันธุ์ดี 2 ตัน จำนวน 170,567.50 บาท ผู้ฟ้องที่ 23 ซึ่งปลูกจำปี 10 ไร่ กุหลาบ 5 ไร่ 2 งาน เผือก 1 ไร่ และมะม่วง มะพร้าว ต้นรัก 6 ไร่ 2 งาน จำนวน 1,949,580 บาท ผู้ฟ้องที่ 24 ซึ่งปลูกฝรั่งกลมสาลี่สีทอง 10 ไร่ จำนวน 57,852 บาท รวมค่าเสียหายทั้ง 24 รายประมาณ 8,261,211 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.49 ที่ผู้ถูกฟ้องทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้ถูกฟ้องดำเนินการดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด โดยคู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วันตามกฎหมาย





