ดีเอสไอส่งหมายจับ"สมีคำ"ให้สหรัฐฯพิจารณาถอนวีซ่า พร้อมจับตาพฤติกรรมป่วนของลูกศิษย์ ชี้ทำให้ข้อเท็จจริงไขว้เขว
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงการสอบสวนคดีความผิดของนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) ว่าในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ดีเอสไอจะแถลงสรุปความคืบหน้าการดำเนินคดีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้การติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีถือว่าอยู่ในขั้นตอนที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศในการยกเลิกวีซ่า ทางการไทยไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายการพิจารณาได้ ส่วนกรณีที่นายสุขุม วงประสิทธิ์ ลูกศิษย์อดีตเณรคำยังคงทำการเคลื่อนไหวและพาดพิงการทำหน้าที่ของดีเอสไอว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหานั้น ดีเอสไอย้ำว่าจะติดตามดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้จะยังไม่ถือว่าเข้าข่ายการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม การที่ออกมาระบุว่าอดีตเณรคำจะเดินทางกลับเข้าประเทศในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ดีเอสไอคงไม่จำเป็นต้องเรียกตัวเข้าสอบถามข้อมูลใด ๆ เพราะทุกอย่างเดินหน้าไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว
นายธาริต กล่าวถึงกรณีที่นายศุภราช วิริยพันธ์ หรือเสี่ยกัง เจ้าของร้านประดับยนต์ซึ่งถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) อายัดทรัพย์หลังพบทำธุรกรรมร่วมกับอดีตเณรคำมูลค่ากว่า 30 ล้านบาทได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตเณรคำในข้อหาฉ้อโกง พร้อมยืนยันว่าเป็นผู้เสียหายว่า ในส่วนของดีเอสไอจะกันบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นพยานหรือไม่ต้องพิจารณากันตามพยานหลักฐาน หากพิสูจน์แล้วไม่พบการกระทำผิดก็ถือเป็นผู้เสียหายชัดเจน แต่หากมีพฤติกรรมร่วมกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายรายติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอโดยระบุว่าเป็นผู้เสียหายถูกอดีตเณรคำฉ้อโกง ซึ่งดีเอสไอจะทยอยสอบปากคำอย่างละเอียด
ด้านพ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง เปิดเผยว่า ตนพร้อมพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการลงพื้นที่จ.อุบลราชธานีเพื่อสอบปากคำพยานที่รู้เห็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างอดีตเณรคำและสีกา รวมถึงการสอบปากคำผู้กำกับการทางหลวง 6 ซึ่งได้ให้ข้อมูลและเชิญดีเอสไอไปตรวจสอบรถที่ระบุว่าได้รับบริจาคจากอดีตเณรคำจำนวน 3 คัน ประกอบด้วยรถโตโยต้า คัมรี่ อีซูซุ แอดเวนเจอร์ และรถบ้านที่ดัดแปลงเป็นรถโมบายเพื่อใช้งานระหว่างการลงพื้นที่ภาคสนามอย่างละ 1 คัน หลังจากนี้ดีเอสไอจะนำไปตรวจสอบเปรียบเทียบว่าตรงกับกลุ่มรถที่ดีเอสไอมีข้อมูลก่อนหน้านี้หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นก่อนที่นำรถบริจาคเคยนำไปมอบให้ผู้ใดมาก่อนหรือไม่เพราะรถเหล่านี้เป็นรถที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้ว สำหรับการติดต่อขอคืนรถยนต์ในส่วนของเจ้าคณะจังหวัดต่าง ๆ ได้แจ้งความประสงค์ขอคืนรถทั้งหมด รวมถึงผู้ครอบครองรถและทรัพย์สินอื่นต่างก็ติดต่อจะนำทรัพย์ส่งคืนประมาณ 3-4 ราย
พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ กล่าวต่อว่า ในส่วนผู้เสียหาย เช่น ผู้บริจาคเงิน นักธุรกิจที่นำเงินและสินค้ามาให้อดีตเณรคำใช้แต่อดีตเณรคำไม่ใช้หนี้คืนนั้น ผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเร่งสอบข้อเท็จจริงเนื่องจากระยะหลังที่เริ่มมีกระแสข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับเหตุสัมพันธ์สีกาจนส่อต้องถูกปาราชิกพ้นจากความเป็นพระส่งผลให้เงินบริจาคลดลง จำเป็นต้องไปหยิบยืมจากผู้ที่ยังเลื่อมใส ศรัทธาและให้การสนับสนุนอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่ประเด็นหลักเพราะคณะสงฆ์ได้ดำเนินการให้ปาราชิกไปแล้ว แต่ดีเอสไอจะเน้นดำเนินคดีเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์สินและระบุเสียหายภาพรวมทั้งหมด โดยในวันพรุ่งนี้( 24 ก.ค.) เวลา 14.00 น. นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมกรณีที่อดีตเณรคำแอบอ้างว่าได้รับพระราชทานดอกไม้พระราชทาน เพื่อสร้างภาพให้คนเลื่อมใสและร่วมบริจาคเงิน โดยวันเดียวกันนี้ตนจะหารือกับอธิบดีดีเอสไอกรณีที่ยังพบลูกศิษย์ของอดีตเณรคำเคลื่อนไหวสร้างความไกว่เขว ให้กับสาธารณชนแม้ขณะนี้จะยังไม่ถือว่ามีพฤติกรรมที่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีโดยตรง แต่การออกมาเคลื่อนไหวก็ทำให้ประชาชนไกว่เขวในสาระสำคัญของการดำเนินคดี ทั้งนี้ เพื่อให้อธิบดีดีเอสไอพิจารณาว่าสมควรถูกดำเนินคดีได้หรือไม่





