วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้องดีเอสไอยันไม่ร่วมขบวนการ'สมีคำ'

เจ้าของร้าน"เเสงเจริญ ซาวด์ฯร้องดีเอสไอ หลังสื่อเสนอข่าวปปง.เข้าอายัดรถส่วนตัวจำนวน17คัน ทำให้ครอบครัว และธุรกิจเสียหาย

นายศุภราช วิริยะสืบพงศ์ หรือเสี่ยกัง ร้องต่อดีเอสไอ ขอชี้แจงเพิ่มเติมกรณีการทำธุรกิจจัดหารถให้เณรคำจำนวน 35 คัน และหลังจากที่ทางสำนักงานป้องกันเเละปราบปรามการฟองเงิน หรือ ปปง. เข้าอายัดรถส่วนตัว จำนวน 17 คัน เมื่อวันที่ 20 ก.ค.56 ที่ผ่าน และมีข่าวออกไป ทำให้ตกเป็นจำเลยของสังคม ว่ามีส่วนร่วมในขบวนการของเณรคำ จึงได้ขอเข้าชี้แจงเพื่อร้องขอความเป็นธรรมกับทางดีเอสไอ ว่าตนเองก็ตกเป็นผู้เสียหาย พร้อมมีหลักฐานยืนยันที่มาที่ไปของรถที่ถูกอายัดทุกคัน

นายศุภราช วิริยะสืบพงศ์ หรือเสี่ยกังเจ้าของร้านเเสงเจริญ ซาวด์ แอนด์ มอเตอร์สปอร์ต กล่าวว่า หลังจากที่ทาง ปปง. เข้ามาอายัดรถจำนวน 17 คัน เพื่อตรวจสอบ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.56 ที่ผ่านมา และเมื่อมีข่าวออกไปนั้น ขณะนี้ทำให้ชื่อเสียงของตนเอง และครอบครัว และธุรกิจ เสียหายอย่างรุนแรง เหมือนตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการฟอกเงินกับเณรคำ วันนี้จึงได้ขอเข้าชี้แจงกับทางเจ้าหน้าที่ “ดีเอสไอ” พร้อมกับยืนยันว่ารถทั้ง 35 คันที่จัดหาให้เณรคำนั้นมีหลักฐานที่มาที่ไปทุกอย่าง และในกรณีรถส่วนตัวที่ใช้ในครอบครัวทั้ง 17 คันที่ทาง ปปง.อายัดนั้น ตนเองก็มีหลักฐานการซื้อมาอย่างถูกต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน ซึ่งก็พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกอย่าง

นายศุภราช ยังกล่าวอีกว่า ตนเองนั้นก็ตกเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่ถูกเณรคำนั้นหลอกให้จ่ายเช็คจำนวน 10 ใบ เป็นค่างวดรถเบนซ์ที่ เณรคำนั้นติดค้างไว้กับทางศูนย์เบนซ์อุบลฯ เป็นเงินจำนวนกว่า 5 ล้านบาท พร้อมกับการหลอกให้โอนเงินค่าพลอยจำนวน 4 ล้านบาท และบริจาคเสาวิหารแก้วและพระแก้วอีก 3 ล้านกว่าบาท รวมแล้วเสียหายนับ 10 ล้าน และก่อนที่จะหลงเชื่อในการออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นเพราะที่ผ่านทางเณรคำนั้น มีเครดิตที่ดีกับทางร้านมาตลอด ประกอบกับมีผู้ใหญ่หลายท่านให้ความศรัทธาในตัวของเณรคำ จึงทำให้ตนเองหลงเชื่อ ยอมออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน ซึ่งที่ผ่านก็ได้พยายามติดตามทวงถามเพื่อขอเงินจำนวนดังกล่าวคืนกับทางเณรคำ แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ซึ่งมีหลักฐานยืนยันในข้อความ“เอสเอ็มเอส”(SMS) ในมือถือของตนเองที่มีวันและเวลาระบุชัดเจน ซึ่งเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันว่าตนเองนั้นก็เป็นผู้เสียหาย ไม่ได้เป็นผู้ร่วมขบวนการฟอกเงินของเณรคำแต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ในวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาสอบสวน"เสี่ยกัง" ในฐานะพยาน และถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ทางเจ้าตัวออกมายืนยันว่าเป็นผู้เสียหาย ซึ่งทางเราเชื่อว่ายังมีผู้ที่ติดต่อทำธุรกิจกับ เณรคำ ยังมีอีกหลายคน ที่กลัวว่าจะเป็นข่าวและจะได้รับความเดือดร้อน ซึ่งทาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ นั้นขอยืนยันว่าพร้อมที่จะรับฟัง เหมือนกรณีกับ “เสี่ยกัง” จึงอยากจะฝากบอกไปยังผู้ที่เคยทำธุรกิจ หรือการทำบุญ และรู้สึกว่าตนเองนั้นได้รับความเสียหายก็ขอให้เข้ามาแสดงตัวกับทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งทางเราพร้อมที่จะรับฟังและรับรองความปลอดภัย