บิ๊กกลาโหมยัน"ยิ่งลักษณ์"มีอำนาจดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู้ที่ประชุมสภากลาโหม
แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงกลาโหม ระบุกรณีการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหมโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเรื่องความมั่นคงสงบเรียบร้อยของประเทศว่า หากพิจารณาตาม พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ในมาตรา 43 ข้อที่ 5.การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับทหาร โดยปกติจะเป็นร่างกฎหมายทหารแท้ กฎหมายการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม หรือ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องการประกาศกฎอัยการศึก แต่กฎหมายพวกนี้จะไม่เริ่มที่กระทรวงกลาโหมแต่จะเริ่มจากหน่วยงานอื่นเช่นสภาความมั่นคง (สมช.) แต่จะเกี่ยวข้องกับทหารทำให้สภากลาโหมต้องพิจารณาร่วม
"ดังนั้น เมื่อเราเรียกว่ากฎหมายทหารหรือกฎมีความเกี่ยวพันกับทหารก็สามารถเข้าสภากลาโหมได้ทั้งนั้น ทั้งนี้ ต้องมาตีความเรื่องเจตนารมณ์ หากมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้ามาให้สภากลาโหมพิจารณา ก็ต้องตีความว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเกี่ยวข้องกับทหารหรือไม่ ซึ่งสามารถตีความว่าเกี่ยวข้องกับทหารหรือไม่เกี่ยวข้องกับทหารก็ได้แล้วแต่มุมมอง"แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงกลาโหมกล่าว
"หากเกี่ยวข้องก็ระบุเพื่อให้นิรโทษกรรมทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองปี 2552 - 2553 ที่ได้รับคำสั่งจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เพื่อนิรโทษกรรมให้ทหารทั้งหมดจากการปฏิบัติตามค่ำสั่งตามกฎหมายถูกต้องต่อหน้าที่ แต่หากตีความกฎหมายว่าไม่เกี่ยวข้องกับทหาร ก็ตีความว่า เนื้อหาที่บังคับกว้างขวางควบคุมประชาชนทั่วไปถือเป็นกฎหมายทั่วไป" แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงกลาโหม ระบุ
แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงกลาโหม ระบุ หากตีความไม่เข้าข้อที่ 5 ก็ต้องพิจารณาตามข้อที่ 6เรื่องที่กฎหมายหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำหนดให้เสนอสภากลาโหม หากจะนำกฎหมายอื่นมาเข้าสภากลาโหมก็ต้องตีความอีกว่าได้หรือไม่ แต่ผู้จะตีความในข้อนี้คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม ในข้อที่ 6ที่ระบุคำนี้ไม่ใช่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม นอกจากนี้ สมาชิกสภากลาโหมหรือหน่วยงานอื่นไม่สามารถนำเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้ามาพิจารณาในสภากลาโหมได้ เพราะต้องทำเรื่องขออนุญาตจากรมว.กลาโหมก่อน
"เรื่องนี้ไม่มีใครถูกใครผิดอยู่ที่ดุลยพินิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นสมควรนำเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าหารือในสภากลาโหมหรือไม่ ถึงแม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะนำเรื่องเสนอเข้ามาในสภากลาโหมแล้วหากตีความว่าไม่ใช่กฎหมายทหารก็ไม่มีความผิดเพราะเป็นเรื่องของสภากลาโหม และเป็นสิทธิของรัฐมนตรีว่าการกรทะรวงกลาโหม เพราะในข้อที่ 6เขียนไว้ครอบจักรวาล เพราะอาจเป็นเรื่องที่สภากลาโหมไม่ทราบว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ ประชาชนก็ได้ ดังนั้น ทุกอย่างเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าสมควรมาหารือในสภากลาโหมหรือไม่ หากสมาชิกไม่เห็นชอบเรื่องก็ตกไป ถึงแม้สภากลาโหมเห็นชอบแล้วก็ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจจะประกาศเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)" แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงกลาโหม ระบุ





