"ชัยเกษม นิติสิริ"รมว.ป้ายแดง ยกเครื่องป.ป.ท.ลุยแก้คอร์รัปชัน
หลังจากรัฐบาลประกาศเดินหน้าต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการอย่างเคร่งครัด กระทรวงยุติธรรม ถือว่าเป็นหน่วยงานด้านการปราบปรามการคอร์รัปชันโดยตรงแต่บางครั้งการทำงานอาจสะดุดไปบ้าง ล่าสุด "ชัยเกษม นิติสิริ" รัฐมนตรีป้ายแดงเปิดใจกับ "สำนักข่าวเนชั่น" ถึงที่มาของการได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ แนวทางการปฏิรูปองค์กรเพื่อให้สอดรับกับนโยบายปราบคอร์รัปชันของรัฐบาล
ขอทราบที่มาของการได้เป็นรมว.ยุติธรรม
ผมได้รับการติดต่อจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมือง นายกฯบอกว่าคุยกับผู้เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าผมเหมาะสม ผมถามว่าจะให้ผมทำอะไรเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ ท่านก็ฝากเรื่องกฎหมายต่างๆ ท่านอยากให้เร็วและเป็นอินเตอร์เพื่อให้ต่างประเทศยอมรับเนื่องจากประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในอีก 2 ปีข้างหน้าเพราะบางทีกฎหมายบ้านเราก็ออกมาเป็นไทยๆ ตึงไป ซึ่งผมยังหนักใจอยู่ในเรื่องเวลาเพราะเหลือแค่ 2 ปี กฎหมายในบ้านเราทุกวันนี้กว่าจะผ่านสภาได้ต้องใช้เวลามาก
มีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับการเข้าสู่เออีซี?
ผมได้คุยเรื่องนี้กับนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดยุติธรรม แล้ว ทราบว่าเรื่องแก้ไขกฎหมายมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ อย่างกฤษฎีกาก็จะดูในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับอรรถคดี ส่วนกระทรวงยุติธรรม จะดูแลกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจ,กฎหมายศุลกากร ซึ่งท่านนายกฯ ก็บอกว่าให้ฟังผู้ที่เกี่ยวข้องภาคธุรกิจและภาคประชาชนด้วยเพราะบางทีกฎหมายที่ออกมาก็ตึงเกินไป
งานที่จะทำในฐานะ รมว.ยุติธรรม
ที่ผ่านมาผมเห็นว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไม่ค่อยมีผลงานที่โดดเด่นออกมาสู่ประชาชน คือ เรื่องปราบคอร์รัปชัน ซึ่งนายกฯเพิ่งนำครม.ใหม่ ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชันและ ป.ป.ท.ต้องรายงานความคืบหน้าในการปราบปรามการทุจริตให้นายกฯทราบ
แต่ปัญหาของ ป.ป.ท. คือ ตามกฎหมาย ป.ป.ท. มีคณะกรรมการชุดหนึ่งดูแลด้านคดี ขณะที่ เลขาธิการ ป.ป.ท. ไม่มีอำนาจในการสั่งคดีหรือบริหารคดี ไม่เหมือนกับเลขาธิการ ป.ป.ช. , ปปง.หรือ ดีเอสไอ ที่มีอำนาจบริหารคดีด้วย แต่เลขาธิการ ป.ป.ท.ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นฝ่ายธุรการให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ท. ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการทางคดี ซึ่งค่อนข้างแปลก ทั้งที่เลขาธิการ ป.ป.ท. เป็นผู้ใกล้ชิดกับการร้องเรียนและจะต้องไปตรวจสอบขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะคอยสั่งการให้ปฏิบัติ ดังนั้นถ้าผมเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ถ้ากรรมการสั่งการในสิ่งที่ไม่ถูกใจ เลขาธิการ ป.ป.ท. ก็อาจติดเบรก ไม่เหยียบคันเร่ง งานก็ไม่ค่อยเดิน เป็นเรื่องที่ไม่สมูทระหว่างกรรมการ ป.ป.ท.กับตัวเลขาฯ
อีกประเด็นหนึ่ง คือ ป.ป.ท. ซึ่งมีอำนาจทำคดีซี 8 ลงมา แต่เมื่อทำคดีไปแล้วเกิดป.ป.ช.เห็นว่า เรื่องไหนที่ ป.ป.ช. ควรดึงไปทำ ก็สามารถดึงไปทำได้ เหมือนกับแบ่งอำนาจหน้าที่กันไม่ชัดเจน คนเราทำงานก็อยากมีผลงาน งานที่ทำอาจกำลังเข้าท่าเข้าทางแต่หน่วยงานอื่นกลับดึงผลงานไปได้
จะแก้ไขอย่างไรเรื่องปัญหา ป.ป.ท.?
ตอนนี้กำลังยกร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อให้งานของ ป.ป.ท. เดินสู่เป้าหมายให้ได้ ในประเด็นของ เลขาธิการ ป.ป.ท. ผมเห็นว่าต้องให้อำนาจเลขาธิการ ป.ป.ท. มากขึ้นในเรื่องคดี สามารถดำเนินการทางคดีได้เองพอสมควรเพราะเลขาธิการ ป.ป.ท. อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องไปขอกรรมการ ส่วนคณะกรรมการ ป.ป.ท. กำกับเรื่องของนโยบาย
ส่วนประเด็นที่ ป.ป.ช. สามารถดึงงานจาก ป.ป.ท. ไปได้ ก็ต้องไปดูว่ามีเหตุผลอะไรถึงเขียนกฎหมายอย่างนั้น ผมเข้าใจว่า เดิมคดีทั้งหมดเป็นของ ป.ป.ช. แต่ทำไม่ไหวคดีมันเยอะ จึงมีการตั้ง ป.ป.ท.ขึ้นมา ทำคดีระดับเจ้าหน้าที่ระดับซี 8 ลงมา การดำเนินการของ ป.ป.ท. มีบอร์ดควบคุม รัฐบาลไม่สามารถคุมได้ ก็ต้องไว้ใจ ป.ป.ท. เพราะถ้าปล่อยให้ ป.ป.ช. ดึงคดีไปได้ คนทำงานก็รู้สึกแย่ว่าไม่ไว้ใจ ดังนั้นอะไรที่ควรปรับปรุง ก็ต้องรีบดำเนินการ
มีคนมองว่าการทำงานของดีเอสไอที่ผ่านมา เป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นงานฝ่ายตรงข้ามและรับคดีมากเกินไปผิดวัตถุประสงค์ในการตั้งดีเอสไอขึ้นมาทำคดีสำคัญจริงๆ และส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน
มันมีกรอบดำเนินการของดีเอสไออยู่แล้ว คือ คดีที่กฎหมายบอกไว้เลยว่าคดีอะไรที่ดีเอสไอทำไปได้เลยกับคดีที่ต้องให้คณะกรรมการคดีพิเศษเห็นชอบ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และมีฝ่ายการเมืองอยู่บ้าง แต่เมื่อดูเสียงแล้วฝ่ายการเมืองไม่สามารถคุมได้หมด ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลในการรับคดีแต่ละคดี ผมเห็นว่าที่ผ่านมาดีเอสไอก็มีผลงานทำคดีได้มาก แต่ก็อาจมีความรู้สึกของประชาชนอยู่บ้างว่าทำคดีนั้นคดีนี้เพื่อการเมืองหรือไม่ ผมคิดว่าต้องดูเหตุผลที่ดีเอสไอให้ในการทำคดีแต่ละเรื่อง
"แต่พอคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือคนที่ถูกสอบเกี่ยวกับการเมือง คุณก็บอกว่ามีการรับใช้ เป็นเรื่องการเมือง แต่ถ้าดีเอสไอไม่เข้าไปสอบ ปล่อยให้ตำรวจทำก็ยิ่งไปกันใหญ่ ตำรวจจะกล้าเข้าไปสอบมั๊ย ก็ยิ่งหนักไปใหญ่ ต้องดูผลสุดท้ายว่ามันออกมาอย่างไร มันก็เป็นไปตามกระบวนการ ผมก็มองว่าเขาทำตามอำนาจหน้าที่ของเขา แต่ถ้าใครเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ก็ต้องยกประเด็นขึ้นมา สุดท้ายก็ไปจบที่ศาล"





