"สุขุม"หน้าแหก หลังบุกร้องแทนเณรคำ สำนักเลขาฯสังฆราช ไม่รับหนังสือ อ้างคนนอนหนุนหมอนในภาพ น้องชายหลวงปู่เณรคำชื่อ"สุริ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ได้เดินทางมายังสำนักเลขานุการฯ เพื่อมายื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรม ให้มีการพิสูจน์ภาพปริศนา และการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อใช้ในการพิจารณาขับหลวงปู่เณรคำ ซึ่งสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ปฏิเสธการรับหนังสือดังกล่าว แต่นายสุขุม จึงได้นำหนังสือฉบับนี้ไปมอบที่กุฏิ พระเทพสารเวที บริเวณคณะกุฏิ โดยพระเทพสารเวที ได้ส่งให้พระสุทธิสารเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ออกมารับหนังสือแทน โดยพระสุทธิสารเมธี กล่าวว่า จะรับเรื่องนี้ไว้ แต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เนื่องจากมีการดำเนินตามสายปกครองคณะสงฆ์อยู่แล้วจะนำหนังสือฉบับนี้ ไปกราบเรียนให้สมเด็จพระวันรัตทราบต่อไป
นายสุขุม กล่าวว่า เพื่อเป็นการปกป้อง กระบวนการยุติธรรม และการปกครองคณะสงฆ์ไม่ให้เป็นที่อับอายของนักกฏหมายทั่วโลก ที่เขาจับตามองขณะนี้ ขอกราบเรียนให้มีการทบทวนคำสั่งดังต่อไป นี้ 1.กรณีการตั้งกรรมการขับหลวงปู่เณรคำ โดยให้เวลาภายในวันที่ 12 ก.ค.นั้น ขอขยายเวลาออกไปจนถึง 31 ก.ค.นี้ 2.รูปภาพปริศนาได้รับการเปิดเผยออกมาแล้วว่า ชื่อ พระสุริ โดยได้ออกมายอมรับว่า เป็นรูปของตนเอง ขอให้ดีเอสไอ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลฯนำภาพและคำสารภาพของนายสุริไปพิจารณาในการสอบสวนและดำเนินคดี 3.กรณีไม่สามารถขยายเวลาการสอบสวนออกไปได้ทางคณะสงฆ์มีเหตุผลอะไรในการให้ความเป็นธรรมกับหลวงปู่เณรคำ 4.การพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานสำคัญในการสึกหลวงปู่เณรคำและดำเนินคดีในศาลอาญา ขอให้มีการพิสูจน์โดยใช้มาตรฐานสากลที่เขายอมรับ ไม่ใช่ใช้ของปู่และย่า นำไปตรวจดีเอ็นเอแทน
"ตอนนี้มีภาพหลักฐานยืนยันว่า คนที่นอนหนุนหมอนในภาพ เป็นน้องชายหลวงปู่เณรคำ ชื่อว่า"สุริ" ซึ่งได้บวชพร้อมกับหลวงปู่เณรคำ และสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเช่นกัน โดยสึกไปแล้วเมื่อสองสามปีที่แล้ว จึงขอเรียกร้องให้นายสุริ ออกมาให้ข้อมูลต่อดีเอสไอ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี โดยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้บอกผ่านสื่อไปรอบหนึ่งแล้ว อยากให้นายสุริ ออกมาชี้แจงต่อสื่อด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการติดต่อกับหลวงปู่เณรคำเมื่อ สองสามวันที่แล้ว ผ่านระบบไลน์ และเฟซบุ๊ค ซึ่งหลวงปู่เณรคำ แจ้งว่า ขณะนี้หลวงปู่เณรคำคิดถึงญาติโยมมาก แต่จะกลับมาก็ต่อเมื่อได้รับความเป็นธรรม และยืนยันว่า หลวงปู่เณรคำ ไม่เดินทางกลับมาไทยในวันที่ 12 กรกฎาคมอย่างแน่นอน และจะกลับมาตามมติของคณะสงฆ์ศรีสะเกษภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ รวมทั้งจะกลับมาอย่างสง่างามและยิ่งใหญ่กว่าเดิม"นายสุขุม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าหลวงปู่เณรคำออกเดินทางจากฝรั่งเศสไปอเมริกาจริงหรือไม่ นายสุขุม กล่าวว่า การเดินทางไปอเมริกา ของหลวงปู่เณรคำ ได้รับกิจนิมนต์จากญาติโยม ขณะนี้ได้เดินทางกลับมาฝรั่งเศสแล้ว ส่วนเรื่องรถและบ้านที่อเมริกา เป็นเรื่องขอญาติโยมที่นำมาถวายหากหลังจากวันที่ 12 ก.ค.คณะสงฆ์อุบลราชธานี มีมติขับออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้ว ก็คงไม่ต้องกังวล สบายมาก เพราะหลวงปู่เณรคำ มีวัดในต่างประเทศ พร้อมรับที่ให้อยู่ในสังกัดอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นวัดใดนั้น คงจะเป็นที่ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ ทราบว่า มีพระผู้ใหญ่ในเยอรมัน เสนอตัวพร้อมที่จะรับเข้าไปอยู่ในสังกัด พร้อมทั้งจะยกที่ดินส่วนหนึ่งให้ด้วย
จากนั้นสื่อข่าวได้ขอดูหลักฐานการพูดคุยระหว่างนายสุขุม กับหลวงปู่เณรคำผ่านไลน์ และเฟซบุ๊ค โดยนายสุขุม ได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลการพูดคุยกับหลวงปู่เณรคำ โดยขอไปหารือกับคณะทีมกฎหมายก่อน โดยในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ยืนยันว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดหลักฐานการติดต่อกับหลวงปู่เณรคำอย่างแน่นอน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายสุขุม ออกมาเคลื่อนไหวเป็นการขัดคำสั่งหลวงปู่เณรคำหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษแล้วว่า จะขอให้ทางลูกศิษย์งดการให้ข่าว นายสุขุม กล่าวว่า การที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวในเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม เป็นการเคลื่อนไหวในฐานะลูกศิษย์ของพระสงฆ์ทุกรูป ไม่ใช่ออกมาเคลื่อนไหวในฐานะของลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ หากผลการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่า หลวงปู่เณรคำยุ่งเกี่ยวกับสีกาจริง ตนพร้อมที่จะเป็นคนแรกที่จะกราบอาราธนาให้ หลวงปู่เณรคำสึก
ด้านพระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า การมาของนายสุขุม ที่บริเวณหน้าสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นไปโดยพลการ ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้ามายังสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชแต่อย่างใด พร้อมทั้งได้มีการแอบอ้างชื่อ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในการแจ้งต่อสื่อมวลชนว่า สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จะมีการแถลงข่าวกรณีหลวงปู่เณรคำ ซึ่งไม่เป็นความจริงและทางสำนักฯไม่ได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนแต่อย่างใด





