วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อัมมาร'ร่วม'ไทยสปริง'ถล่มประชานิยม

"ไทยสปริง"ชุมนุมออนไลน์ครั้งที่3ตอน"รถรางคันนั้นชื่อ ปรารถนา" จวกประชานิยม "อัมมาร"ถล่มโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลคิดใหม่ครอบงำธุรกิจข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 7 ก.ค.2556 กลุ่มไทยสปริง ได้จัดการชุมนุมออนไลน์เป็นครั้งที่ 3 โดยเผยแพร่ผ่านยูทูป ซึ่งครั้งนี้ใช้ชื่อตอนว่า "รถรางคันนั้นชื่อ ปรารถนา" โดยมีผู้อภิปรายประกอบด้วย พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร นายแก้วสรร อติโพธิ นายขวัญสรวง อติโพธิ นายอัมมาร์ สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ และนายชวินทร์ ลีนะบรรจง อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ วันนี้เป็นการกล่าวถึงโครงการประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยนายแก้วสรร ระบุว่านโยบายประชานิยมมีเป้าหมายที่คะแนนเสียงทางการเมือง โดยนำเอากิเลสของมนุษย์มาเป็นเครื่องล่อใจ ชักชวนให้ประชาชนคล้อยตามว่าเป็นนโยบายสวรรค์ หล่อเลี้ยงประชาชนเสมือนเลี้ยงกบในฟาร์มไม่ใช่กบธรรมชาติที่อยู่อย่างพอเพียง ต้องใช้ชีวิตเหมือนทาส แล้วก็มีนกกระสามาควบคุม ทำให้คนไทยไม่ได้เป็นอิสระชนอีกต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจระดับชาติก็จะมีปัญหา เกิดภาวะฟองสบู่ ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจล่มสลายไม่แตกต่างจากกรีซ อาร์เจนติน่า ซึ่งเมื่อปัญหาปรากฏแล้วคนไทยทุกคนไม่ว่าสีใดก็จะได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

ด้าน นายอัมมาร์ กล่าวถึงโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลว่า ได้เปลี่ยนแปลงระบบการรับจำนำไปโดยสิ้นเชิง เพราะระบบก่อนหน้านี้ช่วยให้ข้าวไทยมีชื่อเสียงเป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นข้าวที่ขายได้ราคาสูงเกือบที่สุด เพราะมีคุณภาพดี ส่งไปจำหน่ายได้ทั่วโลก และไทยยังมีข้าวทุกระดับเหมือนห้างสรรพสินค้าของข้าว แต่เวลานี้ถูกทำลายลงสิ้นเชิง ข้าวไทยกลายเป็นข้าวมวลชน ข้าวถูก ๆ ข้าวคุณภาพต่ำโดยทั่ว เป็นเรื่องที่ตนเสียดายมาก เพราะอุตสาหกรรมข้าวที่ทำมาหลายสิบปีกำลังถูกทำลายจากนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด ในที่สุดผู้ค้าข้าวรายใหญ่กลายเป็นรัฐบาลไทย ข้าวส่วนใหญ่ซื้อมาแล้วจำหน่ายไม่หมดต้องเก็บไว้ในสต๊อคไปเรื่อย ๆ สะสมกับข้าวเก่าที่มีอยู่แล้ว ในที่สุดไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตข้าวเน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยรัฐบาลจะดองข้าวเน่าในสต๊อคไปเรื่อย ๆ ไม่ระบายออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่จะเอาข้าวจากเขมร เพื่อนบ้าน มาเติม มันไม่ใช่หลักเศรษฐศาสตร์แต่เป็นทุจริตศาสตร์

นายอัมมาร์ ระบุต่อว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายไปมาของรัฐบาลจากการรับจำนำในราคาตันละ 12,000 บาท กลับมาเป็น 15,000 บาทนั้น เป็นเพราะ รัฐบาลตั้งตัวไม่ติด จึงมีการเปลี่ยนไปมา และตนสงสัยว่าเหตุผลหนึ่งคือข้าวที่หายไปสองล้านตันครึ่ง จึงสันนิษฐานว่า ผู้ที่อยู่ในกระบวนการไม่ว่าจะเป็นโรงสีหรือเจ้าของโกดัง จะมีการยืมข้าวไปขายในตลาด เมื่อรัฐบาลเรียกเก็บข้าวก็จะซื้อข้าวอื่นมา เช่นข้าวเขมร ก็จะขอยืมข้าวไปใช้ เมื่อเกิดเรื่องการตรวจบัญชี สต๊อคข้าว ทำให้เกิดหน้ามืดไม่รู้จะทำอย่างไรต้องไปซื้อข้าวมาแทน จึงให้รัฐบาลประกาศเพื่อลดราคาข้าวกว้านซื้อในราคาถูกมาอัดในโรงสีเพื่อเติมให้เต็ม นี่คือข้อสันนิษฐานของตนเพราะพฤติการณ์ส่อว่าเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นอธิบายไม่ได้ ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลังจากมีคณะอนุกรรมการปิดบัญชีไปตรวจสอบ ทำให้เห็นว่าฟองสบู่กำลังจะแตก มีคนชี้ว่าปัญหาใหญ่กว่าที่คิด ขาดทุนมากกว่าที่เคยโม้ไว้ จึงมีการตรวจบัญชี

นายอัมมาร์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้คิดการใหญ่ครอบงำธุรกิจค้าข้าวทั้งประเทศแต่ไม่มีการทำบัญชี ไม่รู้ว่าปีหนึ่งกำไร หรือขาดทุนจำนวนเท่าไหร่ ตนรู้สึกว่าน่าสมเพชมาก และที่กระทรวงการคลังลุกขึ้นมาโวยวายก็เพราะมีหน้าที่ต้องหาเงินมาอุดช่องโหว่ เพดานกู้เงินที่รัฐบาลและธ.ก.ส.จะกู้ได้ติดหมด จึงจำเป็นต้องไปตรวจดูว่าเงินหายไปไหม ทั้งที่ทำมา 2 ปีแต่ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน

นายชวินทร์ กล่าวถึงโครงการประชานิยมว่าได้แบ่งแยกประชาชนออกเป็นสองข้าง เช่นเดียวกับอาร์เจนติน่าที่ผู้บริหารทำตัวเป็นคู่ต่อสู้กับเจ้าของที่ดินช่วยเหลือคนจน มีการส้างวาทกรรม ไพร่ อำมาตย์ ขึ้นมา ทั้งที่จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ใส่เสื้อแดงไม่มีใครเป็นไพร่ ได้เนื่องจากคำว่าไพร่มาจากไพร่พลรบ จึงเป็นได้แค่ทาสมากกว่า มีการสร้างความหวังจากสโลแกน คิดใหม่ทำใหม่ แต่ความจริงคือ สุกเอาเผากิน และมีพฤติกรรมส่วนตัว ปากไว ไร้สติ ใครไม่เห็นด้วยด่าแหลก ประชานิยมมาพร้อมกับการเอาชนะทางการเมือง ไม่ได้หวังดีกับประชาชน หรือรวยแล้วไม่โกงมาทำประชานิยมให้ ความจริงคือมาพร้อมวาระทางการเมืองเสมอ โดยเอาประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือให้ไปถึงเป้าหมายของตัวเองเพื่อเข้าสู่อำนาจเท่านั้นเอง แล้วอ้างประชาธิปไตยว่ามาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ศาลก็ตัดสินไม่ได้ หัวสมองจึงมีแต่เรื่องปริมาณไม่ได้มีเรื่องคุณภาพ