พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ ออกโรงแจง กรณีที่ดินคลินิกแม่ตาว ระบุ ยังไม่ได้หนีไปไหน สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ดินคลินิกแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ล่าสุดทางพระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ เจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงู อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้มีการโพสข้อความผ่านทางเฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/phrakitti ชี้แจงกรณีดังกล่าว 5 ประเด็นมีใจความว่า ในกรณีที่ดินคลินิคแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ และผู้อื่น ซึ่งมีภาระรับผิดตามกฎหมายต่อกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม 1. ถึงบัดนี้ คลินิคแม่ตาว ซึ่งรับผิดชอบโดย คุณหมอซินเธีย หม่อง ยังใช้และสามารถใช้ที่ดินดังกล่าวได้อยู่ และยังใช้ได้ต่อไป เท่าที่มิได้ผิดข้อตกลง ซึ่งให้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ทั้งนี้ โดยมิได้มีกำหนดเวลาใดๆ
2. หากคลินิคแม่ตาว หรือคุณหมอซินเธีย หม่อง สามารถพิสูจน์สิทธิ์ ว่า ตนเองมีสิทธิ์ตามกฎหมาย หรือมีองค์กร หรือบุคคล ที่พร้อมจะรับผิดชอบตามกฎหมาย ในการถือครองที่ดิน ซึ่งมีบางบุคคลพยายามอ้างว่าเป็นที่ "พิพาท" ขอความกรุณาติดต่อมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยตรง และโดยเร็ว ในลักษณะเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่คลินิคแม่ตาวปฏิบัติผิดกฎหมาย และร้องขอให้มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ช่วยเหลือ เช่น การแอบอ้างนำเอกสารปลอม ไปยื่นขอบ้านเลขที่กับทางราชการ โดยระบุว่ามูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์เป็นเจ้าบ้าน(ในทะเบียนบ้าน)ซึ่งมีผลให้ต้องรับผิดต่อผู้อพยพ หรือผู้หลบหนีเข้าเมือง หรือในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง โดยมิได้มีการขออนุญาตใดๆ ในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์
3. ความพยายามสร้างกระแสสังคม ในลักษณะเรียกร้องความสนใจ หรือขอความสนใจ เห็นใจ จากทางคลินิคแม่ตาว หรือบุคคลที่พยายามอ้างถึงคลินิคแม่ตาว นั้นเป็นคนละประเด็นกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดตามกฎหมาย ที่มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ต้องแบกรับ ตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
4. ในกรณีที่กรรมการในบางมูลนิธิ ซึ่งได้รับการร้องขอจากคลินิคแม่ตาวในเบื้องต้น ว่าให้ช่วยเหลือในการรับเงินบริจาค จากต่างชาติ ในลักษณะนิติกรรมอำพราง แล้วมูลนิธิฯดังกล่าวนั้น พยายามยัดเยียดการรับบริจาคนั้น ให้มาอยู่ในความรับผิดชอบของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ โดยที่มูลนิธิดังกล่าว ได้มีการเตียมการ มีการใช้อิทธิพลในการ "หมกเม็ด" เช่น ระบุเอาไว้ในข้องบังคับของ "มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์" ว่า "หากมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ถูกยุบเลิกกิจการไป ทรัพย์สินทั้งปวง(รวมถึงที่ดินที่กำลังมีปัญหา) จะตกเป็นของมูลนิธิฯ ดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้ปฏิบัติงาน หรือกรรมการของมูลนิธิดังกล่าว ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเปิดเผยรายละเอียดอันเป็นเท็จต่อสื่อมวลชน หรือพยายามจะยุบเลิกมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ เพื่อหวังผลประโยชนน์ในทรัพย์สินของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ทั้งที่มิได้มีความเป็นจริงรองรับแต่อย่างใด
และ5. กรณีนี้เป็นเรื่องที่ประกอบไปด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องราวที่แวดวงออนไลน์เรียกกันว่าเรื่อง "ดราม่า" ซึ่งจะต้องถกเถียงโต้แย้ง จึงขอให้ผู้สนใจให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย มากกว่าการสรุปความชนิด "แม่เลี้ยงใจร้าย นางเอกใจดี" ซึ่งหากมีการพิสูจน์กันอย่างจริงจัง (ซึ่งควรจะมี) ท่านผู้สนใจอาจพบได้ในที่สุด ว่าเหตุไร "อองซานซูจี" จึงมิได้ให้ความสนใจต่อคลินิคแห่งนี้ ดังที่ควรจะเป็น และเหตุไร จึงมีความพยายามจะเปิดประเด็นนี้ให้ได้ ก่อนที่อาเซียนจะเปิด AEC.
นอกจากนี้ในข้อความยังระบุว่า พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ ยังพำนักอยู่ในสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม โดยมิได้หลบหนี หรือโยกย้ายไปที่ใด นับตั้งแต่เดือน ธันวาคม2551 ถึงปัจจุบัน และพร้อมอย่างยิ่ง ที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริง และ/หรือ ส่งมอบที่ดิน หรือหลักฐานอื่นๆ ให้กับผู้ที่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายต่อไป.
ผู้สื่อรายงานว่า ได้มีการพยายามติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูล ความเป็นจริงกับทาง พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ อยู่หลายครั้ง แต่เนื่องด้วยในพื้นที่สถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงยังไม่สามารถติดต่อพระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ ได้





