ปรากฏการณ์ "หน้ากากขาว" หรือ "หน้ากาก V" ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ต่อต้านระบอบทักษิณและรัฐบาล ที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อค่ำวันที่ 24 พ.ค.2556
โดยได้นัดแนะกันเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์ตัวเองและโพสต์ข้อความว่า "ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้อขอประกาศว่า ข้าจะล้มล้างระบบทักษิณ ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย" พร้อมทั้งคอมเมนท์โจมตีไปยังเครือข่ายของรัฐบาลและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นับจากปฏิบัติการนั้นเป็นต้นมา ได้จุดประกายให้ มวลชนใน"โลกเสมือนจริง"มาบรรจบกับมวลชนใน"โลกแห่งความจริง" กระทั่งม็อบในโลกออนไลน์กลายเป็นม็อบจริงขึ้นมา เมื่อกลุ่มหน้ากากขาวใน กทม.นัดหมายรวมตัวกันครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิ.ย. 2556 บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาล คู่ขนานไปกับหน้ากากขาวในจังหวัดต่างๆ
แต่เวลาผ่านไปเพียงแค่เดือนเศษๆ หลังจากการชุมนุมครั้งที่ 5 ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 2 ก.ค. "หน้ากากขาว" ก็ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ค V For Thailand ของกลุ่ม โดย ประกาศ "พักกิจกรรม" ในกรุงเทพมหานคร ส่วนในต่างจังหวัดจัดต่อได้ตามปกติ โดยมีคำอธิบายว่า "เพื่อให้เป็นการกลับไปทบทวนบทบาทของทุกกลุ่มที่กำลังดำเนินการโค่นอำนาจเผด็จการและคอร์รัปชันว่าแนวทางของท่านใช่แนวทางที่ชาว V ต้องการหรือไม่ แล้ว V จะกลับมาเปิดกิจกรรมใน Season ต่อไป เมื่อทุกกลุ่มทุกท่านพร้อมที่จะดำเนินการในวิถีแห่งความเป็น V"
แถลงการณ์ดังกล่าว ทำให้แฟนเพจในกลุ่ม V For Thailand มีปฏิกิริยาทันที โดยมีการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พร้อมตั้งคำถามว่าใน เมื่อไม่มีแกนนำ ทางเพจใช้สิทธิใด มาสั่งให้พักกิจกรรม ขณะที่แฟนเพจในกทม.จำนวนไม่น้อย ยืนยันว่าจะไปชุมนุมหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ในวันอาทิตย์เหมือนเดิม
ขณะที่แอดมินเพจ V For Thailand ได้ตอบคำถามแฟนเพจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสาเหตุการพักกิจกรรมครั้งนี้ว่า เกิดจากปัญหา "ชิงการนำ" ของผู้เข้าร่วมบางส่วน ที่กำลังทำลายการเมืองภาคประชาชน
"คนที่ทำลายการเมืองภาคประชาชนคือคนที่พยายามเป็นแกนนำ โดยใช้ความก้าวร้าวและความหยาบคายนำไงครับ การหยุดครั้งนี้เพื่อให้คนกลุ่มนี้กลับไปทบทวนบทบาทของตนว่าพร้อมจะร่วมกับ V หรือไม่ต่างหาก ด้วยความเคารพ เป็นการจัดกระบวนรบใหม่เพื่อให้เข้มแข็งกว่าเดิม" ..."นี่คือการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง บางคนยังยึดมั่นในแบบของตัวเอง เราก็ต้องให้เขาได้รับคำตอบด้วยตัวเขาเองว่าถูกหรือไม่ เมื่อเขาได้คำตอบแล้วเขาก็จะหยุดเอง บอกไปห้ามไปรังแต่จะทะเลาะกันเปล่าๆ"
สาเหตุที่ V For Thailand ต้องออกแถลงการณ์ดังกล่าว เป็นเพราะในช่วงระยะหลัง ได้มีแกนนำมวลชน "กลุ่มพลังธรรมาธิปไตย" ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่ท้องสนามหลวง เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย และเกิดเหตุการณ์ดึงมวลชนกลุ่มหน้ากากขาวไปร่วมกิจกรรมของตนเอง โดยแกนนำกลุ่มพลังธรรมาธิปไตยที่เข้ามาเคลื่อนไหวได้อ้างว่าเป็น "ผู้ปกป้องหน้ากากขาว" เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมาก่อกวน และพยายามพาผู้ชุมนุมกลุ่มหน้ากากขาวบางส่วน เดินขบวนต่อไปยังท้องสนามหลวง หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมของกลุ่มหน้ากากขาวที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้เพจ V For Thailand ยังได้รวบรวม "เสียงสะท้อนจากมหาชน" เพื่ออ้างอิงถึงสาเหตุการยุติกิจกรรมใน กทม. ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการถูกแทรกแซงจากกลุ่มอื่นที่พยายามเข้ามานำมวลชนให้เคลื่อนออกนอกเส้นทาง เกิดการใช้วาจาหยาบคาย ทำรถติดสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้ถนน ไม่ชุมนุมด้วยความสงบ ทำรูปแบบการต่อสู้ของหน้ากากขาวผิดเพี้ยนไป
พร้อมทั้งมีคำอธิบายสถานการณ์และระบายความรู้สึกจากแอดมินเพจ ถึงปัญหานี้ด้วยว่า "ที่ผ่านมาความรุนแรงการยั่วยุและการฟังคนสั่งให้เดินไปข้างหน้า เราเสียพี่น้องคนไทยไปกี่คนแล้ว แต่เราก็ยังแพ้พวกโกงชาติบ้านเมือง เพราะอะไร อารมณ์ที่โกรธเกลียดและความอยากเอาชนะในทีเดียวแลกด้วยเลือดเนื้อ แต่ยังพ่ายแพ้ มันคุ้มค่าหรือไม่ เราคือประชาชน มีอาวุธเดียวคือความสามัคคี การพักคือให้ผู้ที่นำพาคนทั้งหลาย หัดรู้จักสามัคคีกันเองเสียก่อน หากผู้ที่มีบทบาทกลับเดินคนละทาง แล้วมวลชนที่เดินตามจะเป็นอย่างไร ด้วยความเคารพ การพักเพื่อให้ทุกคนกลับไปทบทวนบทบาทของตัวเองและนำแนวคิดมาปรับจูนเข้าหากันเพียงระยะเวลาสั้นๆ หากทำไม่ได้ การใหญ่ที่ต้องการชนะคนที่มีทั้งอำนาจและกำลังคน คุณจะสู้กับเขาด้วยอะไร เอาความแตกแยกกับอารมณ์ที่ต้องการเอาชนะอย่างนั้นหรือ"
ระยะที่ผ่านมา กิจกรรมของกลุ่มหน้ากากขาวและกลุ่มพลังธรรมาธิปไตยที่ปักหลักทำกิจกรรมที่ท้องสนามหลวง มีความเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน และมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวไม่ต่างกัน จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกจัดว่าเป็น "แนวร่วม" กันกลายๆ แต่แนวคิดและกระบวนการต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นการยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญของกลุ่มพลังธรรมาธิปไตย ที่กลุ่มหน้ากากขาวไม่เอาด้วย จึงอาจเป็นเหตุหนึ่งให้ต้องตัดสินใจพักกิจกรรมเพื่อจัดการปัญหานี้และเรื่องอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนในเชิงไม่เห็นด้วยกับการพักกิจกรรมในกทม. อาจทำให้ V For Thailand เสียมวลชนและแนวร่วม ล่าสุด ถัดมาเพียงวันเดียว (3 ก.ค.) จึงได้ประกาศ "แนวรุกที่ 2" เพื่อยืนยันว่า "V แค่พัก เราไม่ได้หยุด..."
"ด้วยเกียรติของ เพจ V For Thailand เราสัญญาว่า เราจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังและเราสัญญาว่า เราจะจับมือแล้วเดินไปด้วยกัน เราหยุดเพื่อที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้า อย่ากังวลว่าเราจะกลับคำมั่นสัญญา เราไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการทำหน้าที่คนไทยคนหนึ่งที่จะดึงชาติไทยออกจากหลุมเพลิง หลุมนรก อย่างในทุกๆ วันนี้ แล้วเราคนไทย ชาว V ทุกคนจะร่วมพลังเป็นคลื่นสึนามิ พัดระบอบทักษิณและการคอร์รัปชันออกจากแผ่นดินไทย... เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร งานที่เราทำอยู่เป็นงานเพื่อบ้าน เพื่อเมือง ขอให้เพื่อนๆ ชาว V ทุกท่าน ใจเย็น นิ่งไว้ แล้วเราจะจับมือโค่นระบอบทักษิณไปด้วยกัน"
พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศหาแนวร่วมเพิ่มจาก วิทยุชุมชนและสื่อท้องถิ่น เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์แนวทางของหน้ากากขาวและการนัดรวมพลในต่างจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ต้องยอมรับว่า สภาพของกลุ่มหน้ากากขาวที่ "ไม่มีผู้นำ" แต่มีการนำ โดยทุกคนเหมือนจะเป็นผู้นำร่วมกัน (แต่ไม่รู้ยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหว) กำลังกลายเป็นปัญหาและเป็นช่องว่างให้การเมืองภาคประชาชนถูกสอดแทรกได้ไม่ยาก ถึงแม้ V For Thailand จะยึด "อุดมการณ์" เป็นแกนนำในการขับเคลื่อน แต่หากยังไร้ "แกนนำมวลชน" ที่ชัดเจน ก็มีโอกาสจะเกิดปัญหาทำนองเดียวกันนี้ขึ้นได้อีก
กระแสความห่วงใยต่อการชุมนุม ที่เพียงแต่มารวมตัวกันเพื่อแสดงออก อาจไม่สามารถหล่อเลี้ยงอุดมการณ์กลุ่มเอาไว้ได้ และอาจยืนระยะได้ไม่ยาวนาน สุดท้ายจุดจบอาจไม่ต่างจากม็อบ "เสธ.อ้าย" ที่แพ้ (ภัยตัวเอง) ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้





