วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสียงเงียบพรรคร่วม พิษข้าวเขย่ารัฐบาล

เสียงเงียบพรรค(จำเลย)ร่วม วันพิษข้าวเขย่า"รัฐบาลยิ่งลักษณ์"

ในสถานการณ์ที่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เริ่มระส่ำจากสารพัดปัญหารุมเร้า สารพัดมวลชนออกมาเขย่าเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ปรากฏสุ้มเสียงใดๆ จาก “พรรคร่วมรัฐบาล”

ต่างจากสภาพการณ์เมื่อ 2 ปีก่อนที่ “แกนการเมือง” ทุกสาย ทั้ง “บ้านจรัญสนิทวงศ์-บ้านราชวิถี-บ้านใหญ่ชลบุรี” รอรับ “สายตรงจากแดนไกล” หลังพรรคเพื่อไทย (พท.) กำชัยชนะในการเลือกตั้ง 3 ก.ค.2554 โกยส.ส.เข้าสภา 265 เสียง

19 เสียงของ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) คือ “พรรคล็อคขั้ว” ช่วยการันตีความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล 7 เสียงของ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชื่อในขณะนั้น ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาติพัฒนา(ชพน.)) ถูกเปรียบเป็น “พรรคใบเฟิร์น” เข้ามาแซมเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง-เติมเสน่ห์ให้แจกัน และอีก 7 เสียงของ พรรคพลังชล (พช.) ที่ได้รับไมตรีให้เข้าร่วมรัฐบาลเกือบท้ายสุด ในฐานะ “พรรคเพื่อนตายทักษิณ”

ก่อนที่พรรคเพื่อไทย จะลากเอาอีก 1 เสียงของพรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) และ 1 เสียงของพรรคมหาชน เข้ามาผนึกกำลังจัดตั้ง “รัฐบาลเลขสวย 300 เสียง”

ล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “คีย์แมน 3 พรรคร่วม” ได้ปรากฏตัว-ปรากฏเสียงผ่านบทสนทนา เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ "รัฐบาลขาลง" หลัง “ชาวนา” เริ่มปันใจ-ผันตัวจาก “แนวรักทักษิณ” เป็น “แนวรบรัฐบาล” หมายทวงคืนนโยบายรับจำนำราคาข้าวที่ราคา 15,000 บาท/ตัน จน “นายกฯยิ่งลักษณ์” ไม่อาจนิ่งเฉย ต้องรื้อใหญ่ครึ่งรัฐบาลผ่านการปรับครม. “ยิ่งลักษณ์ 5”

แม้สถานการณ์คล้ายคลี่คลายลง แต่เรื่องระหว่างบรรทัดยังสมควรถูกบันทึก...

สมศักดิ์:ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

“เราไม่ได้หายไปไหนนะ ยังทำงานในส่วนของเรา อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดูแลเกษตรกรจากต้นน้ำ แต่กระบวนการอื่นๆ เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่นายกฯ มอบหมาย ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมกระทรวงเกษตรฯ ถึงถูกผลักออกมา จนดูเหมือนไม่มีส่วนร่วมเลย” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ระบายความในใจ

สมศักดิ์ กล่าวว่า หลังครม.มีมติวันที่ 19 มิ.ย.ให้ลดราคารับจำนำข้าวเหลือ 12,000 บาท/ตัน ทั้งตนและนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชทพ. ได้คุยกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพื่อเสนอให้ทบทวนมติ เพราะการปรับลดราคาทันทีทำให้ชาวนาเดือดร้อนหนัก เพราะลงทุนไปแล้ว รอเก็บเกี่ยว และคิดว่าถ้าได้เงินมาจะไปใช้หนี้เท่าไร เหลือเก็บเท่าไร การตัดสินใจของครม. จึงเท่ากับเป็นการดับฝันชาวนา หากจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ควรเริ่มในฤดูเพาะปลูกหน้า ไม่ใช่หักกลางปล้อง และต้องดูแลต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย

สมศักดิ์ ยอมรับว่า ร้อนใจและรู้สึกได้ว่ากำลังจะเกิดม็อบใหญ่ ซึ่งความจริงรัฐบาลน่าจะจับสัญญาณได้ตั้งแต่ตอนชาวนาออกมาต้าน หลังลองโยนหินถามทางเรื่องการลดราคารับจำนำเหลือ 13,500 บาท/ตัน ตอกย้ำด้วยข้อท้วงติงจากส.ส.เพื่อไทย ทว่าทุกความกังวลหาได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่

“แต่เวลารับผิดชอบมันต้องรับผิดชอบร่วมกัน มันปฏิเสธไม่ได้หรอก เพียงแต่สังคมจะพุ่งเป้าว่าใครเป็นโจทก์หลัก ใครเป็นโจทก์รองก็เท่านั้นเอง” เขากล่าว

จริงอยู่ที่การถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องข้าว อาจทำให้พรรคร่วมเป็นเพียง “โจทก์รอง” หากแต่พื้นที่ที่ได้รับกระทบหนักคือภาคกลาง “ฐานเสียงหลัก” ของชทพ. สมศักดิ์ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้มีบทบาทร่วมพิจารณา ร่วมตัดสินใจมากกว่านี้

ส่วนสาเหตุที่พรรคร่วมหายหน้า-ไม่กล้ามีปากเสียงในช่วงที่ผ่านมา เขาบอกเป็นธรรมดา เนื่องจากพรรคใหญ่ดูแลกระทรวงใหญ่หมด พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กดูแลกระทรวงที่อาจมีความสัมพันธ์และสำคัญระดับรองๆ ลงไป

แต่ถ้าไม่มี 19 เสียงของชทพ.การล็อคขั้วตั้งรัฐบาลก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้?

“อย่าคิดทวงบุญคุณ มันอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างไร การตัดสินใจในสถานการณ์หนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอีกสถานการณ์หนึ่ง ตอนเริ่มรัฐบาลมันไม่มีปัญหานี้ หรืออย่างตอนละขั้วจากพรรคพลังประชาชน มันก็มีเหตุผล มีคำตอบ แต่ไม่สามารถนำคำตอบตอนนั้นมาใช้กับตอนนี้ได้” สมศักดิ์ กล่าว

แล้วถ้าจะมีเหตุให้ชทพ. ถอนตัวจากรัฐบาลจะมาจากอะไร? เขายืนยันหนักแน่นว่าไม่มี ในระบอบประชาธิปไตย เสียงประชาชนคือเสียงชี้ขาด ถ้าประชาชนไม่ร่วมมือก็บริหารไม่ได้ ดังนั้นเสียงชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมืองอย่างเดียว ตอนตั้งรัฐบาลใหม่ๆ ทุกอย่างเหมือนราบเรียบเพราะประชาชนยอมรับ แต่เมื่อประชาชนเริ่มไม่ยอมรับ ก็เหมือนกับเริ่มสั่นคลอนทั้งที่เสียงในสภาไม่ได้หายไปเลย ดังนั้นทุกครั้งที่มีมาตรการใดๆ ออกมา แล้วไปแตะโดนกลุ่มไหนเข้า ย่อมมีคนไม่พอใจ สำคัญคือรัฐบาลต้องรีบเคลียร์คัทให้ได้

ประพาส:พรรคเล็กยากจะมีสิทธิมีเสียง

ขณะที่ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าว โดยยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาที่ถูกหลงลืม ส่วนเสียงวิจารณ์เรื่องการขาดทุนก็ถือเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แต่ต้นแล้ว แต่กับคำวิพากษ์เรื่องคอร์รัปชั่น รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบ หาต้นตอ และอุดรูรั่ว

คิดว่าการปรับครม. “ยิ่งลักษณ์ 5” โดยขับ “ศัตรูชาวนา” นาม บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ พ้นตำแหน่ง เป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่เพียงพอหรือไม่ ร.ต. ประพาส ตอบว่า เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนแม่ทัพ ไม่เช่นนั้นก็ต้องปรับยุทธศาสตร์เก่า

แล้ว “แม่ทัพคนเก่า” เจ็บปางตาย หรือไม่หายใจแล้วในทางการเมือง? เขาหัวเราะก่อนบอกว่า “หากได้ดำเนินการถูกต้องตามนโยบายรัฐบาลก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนเป็นแม่ทัพอย่างไรย่อมต้องบาดเจ็บ ไม่มีแม่ทัพคนไหนได้นั่งนอนสบายหรอก”

ในขณะที่พรรคแกนนำเจ็บหนักจากพิษจำนำข้าว น่าสงสัยว่าพรรคร่วมหายหน้าไปไหน ร.ต. ประพาส ขอความเห็นใจพรรคร่วม เนื่องจากเป็นพรรคเล็กจึงยากจะมีสิทธิมีเสียง

กับคำถามที่ว่านโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำพัง” ทำไมพรรคร่วมรัฐบาลยังนั่งนิ่ง? แกนนำชพน. แย้งว่า “คงไม่ใช่อะไรๆ ก็พัง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น โครงการนี้เป็นประโยชน์กับชาวนามาก ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องไปแก้ไข ไปอุดช่องโหว่ช่องว่าง แล้วก็เดินหน้าต่อไป"

เมื่อถามว่าขณะนี้มองเห็นดอกไม้ใน “แจกันทักษิณ” ยังสดสวย หรือเริ่มโรยราแล้ว แกนนำพรรคใบเฟิร์นตอบว่า “เมื่อเราร่วมกันแล้ว ก็ต้องช่วยกัน เหมือนคนแต่งงานกันแล้ว มีอะไรก็ค่อยๆ ช่วยกันไป แต่ในสายตาของผม ดอกไม้ดอกนี้ยังสวยสดเสมอ”

สนธยา:รัฐบาลยังเดินหน้าไปได้

ด้าน สนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม และหัวหน้าพรรคพลังชล ประเมินความเคลื่อนไหวของ “ม็อบชาวนา” ว่าอยู่ในระดับไม่น่าวิตก แต่หลังได้ยิน “ยิ่งลักษณ์” บ่นเสียงดัง “รู้ไหมว่าคนเป็นนายกฯ ทุกข์ขนาดไหน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ” รัฐมนตรีต่างพรรคนาม สนธยา ก็รุดลงพื้นที่ นำคำอธิบายจากส่วนกลางที่ถูกจัดทำเป็นคู่มือไปบอกชาวนาต่อทันที แม้ในชลบุรีจะมีชาวนาไม่มากก็ตาม

ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีโพลล์หลายสำนักระบุตรงกัน ประชาชนเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริต ซึ่งถือเป็นปมล้มรัฐบาลมาแล้วหลายชุด

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมี 7 เสียงของ “กลุ่มมัชฌิมา” สังกัดพรรคภูมิใจไทย รอเสียบรัฐบาลทุกเมื่อหรือเปล่า?

เขาแย้งว่า “เราทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ทำตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่อยู่เรียบร้อยเพราะกลัวถูกปรับครม. ถ้ารู้จักผม จะรู้ว่ามันเป็นบุคลิกของเราที่ไม่ชอบไปท้าตีท้าต่อยกับใคร เอางานเป็นตัวตั้ง นี่คือสนธยา นี่คือพลังชล”

ส่วนทุกวีรกรรมที่ปรากฏจะส่งผลให้ “สนธยา” กลายเป็น “เพื่อนตายยิ่งลักษณ์” หรือไม่ หลังเคยได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 “เพื่อนตายทักษิณ” มาแล้ว? เขาหัวเราะเล็กๆ ก่อนตอบว่า “นายกฯ ปูท่านก็เป็นน้องนายกฯ ทักษิณ อย่างที่บอกว่าเราคือพรรคร่วม มีอะไรก็ต้องร่วมรับผิดชอบ”

แล้วถ้าสังคมคลางแคลงใจว่าพรรคร่วม “เงียบรองบ” ล่ะ? เขาปฏิเสธทันควัน “แหม! มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร โครงการมันมีมาทุกยุคทุกสมัย อย่างชลบุรีถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ตัวเลขการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ก็คิดเป็นร้อยละ 10 ของประเทศแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะขับเคลื่อนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพอเราร่วมรัฐบาล เราก็อาจจะขับเคลื่อนได้มากกว่า”

หลังเปิดสภาในเดือนส.ค.พรรค 7 เสียงจะเสียงดังขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล สนธยา บอกว่า “รัฐบาลก็คือรัฐบาล เมื่อร่วมกันแล้วมันแยกไม่ได้หรอกว่าส่วนนั้นของคุณ ส่วนนี้ของผม ครม.ก็คือครม. อยู่ร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือยื่นถอดถอน ก็แสดงออกกันได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่โดยภาพรวมมั่นใจว่ารัฐบาลยังเดินหน้าไปได้”

ท้ายที่สุด เมื่อให้วิเคราะห์ว่า หากมีการยุบสภาในเวลาอันใกล้ เสียงที่มีในมือจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง?

สนธยา บอกประเมินไม่ถูก แต่จากพรรคอายุ 2 เดือนที่ลงเลือกตั้งในปี 2554 แล้วได้ ส.ส.มา 7 เสียง เมื่อได้ร่วมรัฐบาลก็ถือว่าก้าวไปข้างหน้า แต่จะค่อยๆ ก้าว เพราะถ้าก้าวยาวแล้วไม่ข้าม มันจะล้ม

ส่วน ร.ต.ประพาส ไม่ขอคาดเดาอะไกลๆ ไม่ต่างจาก สมศักดิ์ ที่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่มีสูตรสำเร็จ และการเมืองไทยมีโรคแทรกซ้อนเยอะ

“ตอนนี้มีกลุ่มหน้ากากขาว กลุ่มไทยสปริงที่ออกมาสะท้อนความไม่พอใจรัฐบาลในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละพื้นฐานกับกลุ่มชาวนา สำคัญคืออย่าให้เขามีโอกาสไปจับตัวรวมกัน วันนี้ต่างคนต่างถือฟืนคนละท่อน ยืนอยู่คนละมุม รัฐบาลต้องระวังอย่าให้ฟืนมารวมกันแล้วกลายเป็นไฟใหญ่ อย่าให้เหตุการณ์หนึ่งไปผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่อีกเหตุ” สมศักดิ์ กล่าว

เพราะถ้าถึงตอนนั้นต่อให้มีเสียงข้างมาก หรือต่อให้ไม่เคยส่งเสียงใดๆ ก็ยากจะตะแบงอยู่ในอำนาจต่อไป!!!