วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พงศพัศ'เตือนวิกฤติยาเสพติด

"พงศพัศ"เตือนวิกฤติยาเสพติด 5 ขวบเอี่ยว-500 ล้านเม็ดจ่อเข้าไทย

ปฏิบัติการจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ถี่ยิบแทบจะรายวันของทั้งตำรวจ (กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือ บช.ปส.) และ ป.ป.ส. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) ทำให้ข่าวจับยาเป็นเรื่องปกติธรรม กระทั่งถ้าไม่ใช่ล็อตมหึมาจริงๆ หรือไม่มีวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้า ก็แทบจะไม่เป็นข่าวขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์กันแล้ว

ด้านหนึ่งแม้จะเป็นเรื่องดีที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสามารถกวาดล้างยาเสพติดได้มากเพื่อสกัดการแพร่ระบาด แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าห่วงเรื่องความคุ้นชินของผู้คนในสังคม จนมองปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองไปเสีย และละเลยที่จะแก้ปัญหาให้ถึงรากโคน (นอกเหนือจากการจับรายวัน) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่

เพราะหากย้อนดูสถิติการจับกุมยาเสพติด ผู้ค้า และผู้เสพ ที่ ป.ป.ส.นำมาเผยแพร่เนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดโลก 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศเป็นวาระที่ 160 ให้ประเทศภาคีเครือข่ายตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดนั้น พบว่าตัวเลขค่อนข้างน่าตกใจ

กล่าวคือ นับเฉพาะรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างเดือน ต.ค. 2555 ถึง 31 พ.ค. 2556 ทุกหน่วยภายใต้การประสานงานของ ป.ป.ส.จับกุมผู้ต้องหา (รวมผู้เสพ) ได้ทั้งสิ้น 734,750 คน ยึดของกลางยาบ้าได้ 83,047,081 เม็ด เฮโรอีน 265.44 กิโลกรัม ไอซ์ 1,284.44 กิโลกรัม ตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่า 1,844.11 ล้านบาท สามารถนำผู้เสพเข้ารับการบำบัดได้ 343,258 คน

ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ส.ยังได้ประมาณการผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทยไว้ที่ราว 1.2 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของไทยที่มีประมาณ 65 ล้านคน จึงถือเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.93 พูดได้ว่าในจำนวนประชากรทุกๆ 100 คน จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถึง 3 คน

จากตัวเลขประมาณการผู้ติดยาเสพติด 1.2 ล้านคน แบ่งเป็นผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุม 385,725 คน, เป็นผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดที่เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา ระบบสมัครใจ ระบบบังคับบำบัด และระบบต้องโทษ จำนวน 519,283 คน และผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ไม่สามารถระบุได้อีก 294,992 คน

แต่จับอย่างไรก็ดูจะไม่หมด หนำซ้ำผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดยังอายุน้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุดพบเยาวชนอายุต่ำสุดแค่ 5 ขวบ!

เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของ ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศว่าจะทำอย่างไรต่อไป

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวถึงปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่อยู่ในสภาพ "ยิ่งจับยิ่งเยอะ" ว่า ไม่ใช่เพราะการล่อซื้อของเจ้าหน้าที่ดังที่บางฝ่ายวิจารณ์ แต่เป็นเพราะขณะนี้มียาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าราว 500 ล้านเม็ดรอจ่ออยู่ที่ชายแดนไทย และในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถปิดช่องทางตามแนวชายแดนได้ครบทุกช่องทาง ป.ป.ส.ก็แก้ปัญหาด้วยการตั้งจุดตรวจและด่านสกัด คือถ้าเล็ดลอดเข้ามาได้ก็ต้องสกัดไม่ให้ส่งลงมาที่ส่วนกลางได้ ถ้าเล็ดลอดลงมาได้บ้าง ก็ต้องพยายามไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ

"ถ้าเข้ากรุงเทพฯได้จะไปต่ออีกเยอะ โดยเฉพาะในชุมชนซึ่งถือว่าอันตราย ขณะนี้ยาเสพติดในประเทศไทยกว่า 90% ถูกส่งเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน มากที่สุดคือผ่านทางภาคเหนือ เมื่อข้ามแดนมาแล้วจะส่งลงมาพักรอรอบๆ กรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งเพื่อขยายลงไปในชุมชนและผู้ค้ารายย่อยผ่านเอเยนต์ต่างๆ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ลงใต้ข้ามไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย" พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว

ด้วยระบบด่านตรวจและจุดสกัดออนไลน์ตามเส้นทางสายสำคัญที่สามารถส่งภาพและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับศูนย์ปฏิบัติการของ ป.ป.ส.ในส่วนกลางได้แบบเรียลไทม์ ซึ่ง ป.ป.ส.พัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องมา ทำให้สามารถจับกุมผู้ลักลอบขนยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก ล่าสุดผู้ลักลอบจึงปรับเปลี่ยนวิธีการและเส้นทางขนย้าย

"ตอนนี้เริ่มมีการปรับกลยุทธ์ จากเดิมที่ขนด้วยรถยนต์เข้าไปพักรอตามแหล่งพักยาเสพติดที่จังหวัดชายขอบของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และสมุทรปราการ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นส่งทางเครื่องบิน ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และขยายเป็นสนามบินในต่างจังหวัด หรือไปประเทศเพื่อนบ้านก่อนจะย้อนกลับเข้าประเทศไทยทางรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ทำให้สัดส่วนการสกัดจับยาเสพติดในจังหวัดตามแนวชายแดนเพิ่มสูงขึ้น"

เขายังบอกว่า วิธีการแก้ปัญหาที่ชะงัดและยั่งยืน คือการลดดีมานด์ หรือความต้องการใช้ยาเสพติด และนั่นคือนโยบายการทำงานของ ป.ป.ส.ทั้งในปีนี้และปีต่อๆ ไป

"เราให้ความสำคัญกับการลดดีมานด์ ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ต้องมีเครือข่ายทั้งการข่าวและการรณรงค์ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องประสานและทำงานร่วมกับชุมชนรวมถึงตำรวจท้องที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้งจังหวัดตามแนวชายแดน อย่างเช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน หรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งจังหวัดชายขอบของกรุงเทพฯทั้งหมด"

พล.ต.อ.พงศพัศ อธิบายอีกว่า การเฝ้าระวังในพื้นที่ชุมชน ป.ป.ส.ได้จัดทำโครงการ "ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน" โดยให้เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังคนในครอบครัวและในชุมชนว่ามีการใช้ยาหรือค้ายาเสพติดหรือไม่ หากพบก็นำตัวเข้ารับการบำบัดก่อนคืนสู่ครอบครัวและชุมชน ขณะที่ ป.ป.ส.ก็จัด "สายตรวจอุ่นใจ" ออกเยี่ยมเยียนดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ที่รับการบำบัดไม่ให้กลับสู่วงจรเดิม

"ปีที่ผ่านมาเราได้คืนลูกหลานสู่ชุมชนกว่า 7 แสนคน คือผู้ที่ผ่านการบำบัด การบ้านของเราในปีนี้ก็คือตามไปดูคนที่ผ่านการบำบัดแล้วทั้ง 7 แสนคน โดยให้สายตรวจอุ่นใจเข้าพบปะเยี่ยมเยียน พร้อมประสานกับเครือข่ายชุมชน เพื่อให้เขาเหล่านั้นกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชนอย่างมีคุณภาพที่สุด ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นการลดดีมานด์ แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแท้จริง" เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว