ครม.ยิ่งลักษณ์ 5 สกัดรัฐบาล"ขาลง"-แก้เกมการเมือง หลังเจอพิษนโยบายประชานิยม เจ๊งจำนำข้าว
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ของรัฐบาลนายกฯ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ชนิดยกเครื่อง ราวๆ 20 ตำแหน่ง น่าจะเป็นไปเพื่อกู้สถานการณ์ รัฐบาลที่กำลัง "ขาลง" จากพิษนโยบายประชานิยมหลายโครงการ โดยเฉพาะ "รับจำนำข้าว" ที่เป็นเรื่องร้อนล่าสุด และอีกสารพัดปัญหาที่กำลังรุมเร้าเข้ามา
หากเป็นไปตามโผที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ ก็คงบอกไม่ได้ว่า ครม. "ยิ่งลักษณ์ 5" จะเป็น ครม.ที่หน้าตาดีที่สุดของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
เพราะเป้าหมายใหญ่ในการปรับครม.ครั้งนี้ ก็เพื่อกู้สถานการณ์ "ขาลง"ของรัฐบาล ที่มาเร็วผิดคาด และหากพิจารณาในรายละเอียด ก็จะเห็นว่าเป็นการปรับ ครม.ที่ตอบโจทย์ทางการเมืองได้อีกหลายเรื่อง
หนึ่ง ปรับรัฐมนตรี ที่มีปัญหาออก เห็นได้ชัดจากกรณีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่โดนปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะบริหารงานผิดพลาดในโครงการจำนำข้าว ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันดีว่า นายบุญทรง เป็นเพียง "แพะรับบาป" แต่เนื่องจากรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้นายกฯยิ่งลักษณ์ มาแสดงความรับผิดชอบด้วยในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เพราะโครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล หรือจะให้รัฐบาลตรวจสอบลากไปว่า มี "ใคร" อยู่เบื้องหลังความผิดพลาดของนายบุญทรงที่ถูกมองว่าเป็นเพราะมีเจตนา "ทุจริต" ดังนั้นการปลดนายบุญทรง จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของรัฐบาล
เรื่องนี้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจปรับ ครม.เร็วขึ้นกว่าเดิม ที่กำหนดไว้ว่าจะดำเนินการในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาประมาณต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งรัฐบาลจะมีอายุครบ 2 ปีพอดี อีกทั้งก็เป็นจังหวะในการเปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญทั่วไป ที่ฝ่ายค้านตั้งแท่นจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกระลอก
นอกจากนายบุญทรงแล้ว นายวรวัจน์ เอื้ออภิญกุล ที่ถูกปรับพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็เป็นอีกคนที่จัดว่า ถูกปรับออกไปเนื่องจากมีปัญหาในการบริหารงาน โดยเฉพาะกรณีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ปรากฏข่าวว่านายวรวัจน์พยายามเข้าไปล้วงลูกเรื่องงบประมาณ ถึงขั้นพนักงานแต่งชุดดำประท้วง และล่าสุดกรณีถูกนายกฯแก้รายชื่อ บอร์ด กวทช.ชุดใหม่ โดยรื้อโผที่นายวรวัจน์ ผลักดันกลุ่มคนใกล้ชิดของตัวเองเข้าไป
สอง ปรับเพื่อกู้ภาพลักษณ์ ซึ่งเห็นได้จากรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามา ส่วนใหญ่จะมีภาพลักษณ์ดี ไม่ว่าจะเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่นายจาตุรนต์ เคยทำงานมาก่อน นางปวีณา หงสกุล "แม่พระของเด็กและสตรี" ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ขณะที่แกนนำเสื้อแดง "ฮาร์ดคอร์" อย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ยังคง "อกหัก" ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การที่อดีตนายกฯทักษิณ ต้อง "ดับฝัน" ของนายจตุพร อีกครั้ง แสดงว่าทักษิณคงอยาก "กลับบ้าน" การไม่ตั้งจตุพร จะช่วยลดแรงปะทะจากฝ่ายต่อต้านไปได้พอสมควร แต่ถ้าถามว่าหมายความว่าทักษิณจะเลิกเล่นเกมแรงหรือไม่ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะทักษิณ รู้ดีว่า "พลังคนเสื้อแดง" ที่พร้อมจะปกป้องและช่วยค้ำยันรัฐบาล ไม่ได้มีเฉพาะ "แดง นปช." เท่านั้น แต่ "แดง นปช." เป็นแค่คนกลุ่มหนึ่งในบรรดา "คนเสื้อแดง"
หลายกลุ่มที่ส่วนใหญ่อิงอยู่กับแกนนำในระดับพื้นที่ที่ต่อสายสัมพันธ์อยู่กับนักการเมืองของพื้นที่นั้นๆ เช่น แดงภาคอีสาน ก็ยึดโยงอยู่กับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่ครั้งนี้ได้มาเป็นรองนายกฯคุมตำรวจ หรือแดงภาคเหนือ ก็ยึดโยงอยู่กับ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นั่นหมายความว่า ต่อให้จตุพร ไม่พอใจ และอยากแสดงฤทธิ์เดช ก็ไม่กระทบกระเทือนมากนัก โดยเฉพาะเมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังมีตำแหน่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี
สาม สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพ การที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมนั้น นั้นแสดงว่ารัฐบาลเลือกที่จะเล่นบท "นุ่มนวล" กับกองทัพ ตอกย้ำเรื่องที่ว่าทักษิณ "อยากกลับบ้าน" เพราะที่ผ่านมานายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นคนเดียวที่พูดจากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ "รู้เรื่อง" โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ พล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการคนเดิม หรือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ครั้งนี้ยอมลดเกรดตัวเองมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ
พล.อ.ประยุทธ์ จะเกษียณอายุราชการในปีหน้า การจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายทหารปีนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันหมายถึงทั้งอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะได้เกษียณ ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกหรือไม่ หรือจะถูกเด้งไปตำแหน่งอื่น อนาคตของกองทัพ ว่าจะมีเสียงไปในทางเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหมายถึงอนาคตของทักษิณด้วยว่าจะได้กลับบ้านหรือไม่
สี่ เอาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นนายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด ที่ตามโผจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายยรรยง พวงราช อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางเบญจา หลุยเจริญ อดีตอธิบดีกรมศุลกากร มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกรณีนี้ก็เสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ "ตบรางวัล" ให้(อดีต)ข้าราชการที่ "แนบแน่น" กับฝ่ายทักษิณ
นายยรรยง เคยออกมาตอบโต้และปะทะคารมกับพรรคประชาธิปัตย์หลายครั้ง ทั้งเรื่องสินค้าราคาแพง และเรื่องจำนำข้าว โดยนายยรรยง เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปลดนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกจากตำแหน่ง เพราะทำหน้าที่ไม่เป็นธรรม มีบุคลิกภาพไม่เหมาะสมเป็นโฆษกพรรค เพราะหน้าตากับเหมือนปลาบู่ชนเขื่อน
ส่วนนางเบญจา เป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นมาในกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นเธอเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร ที่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้และบอกว่า "ไม่ต้องเสียภาษี"
ห้า เหตุผลทางการเมือง โดยการสลับสับเปลี่ยนคนที่ทำงานให้พรรคเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เช่นนายพีระพันธ์ พาลุสุข สส.ยโสธร มือกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี คนใกล้ชิดทักษิณ อีกคนที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งไปเป็นประธานบอร์ด ปตท. มาครั้งนี้ลาออกมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การสลับให้ลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง คือ นายสรวงศ์ เทียนทอง มาเป็นรัฐมนตรีแทนนายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ถูกลดตำแหน่งไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แทนที่จะถูกปลดออกไปเลยนั้น ก็เพราะทั้งยิ่งลักษณ์และทักษิณ ยังมั่นใจว่าการเก็บ"เฉลิม"ไว้ใกล้ตัวน่าจะเป็นประโยชน์และปลอดภัยกว่าผลักออกไป
อยู่ข้างนอก
ในระยะสั้น การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลเอง ส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ อย่างไร ต้องดูกันระยะยาว





