"เกษียร"แจงโจทย์ใหญ่การเมืองไทย "เหลือง"มองไม่เห็น"ความเป็นแดง" "แดง"มองข้าม"ความเป็นเหลือง"
ผู้สื่อข่าวรายงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดงาน วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 79 วันที่ 27 มิถุนายน 2556 โดยได้มีการมอบรางวัล ยกย่องเชิดชูเกียรติกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2555 แก่ศาสตราจารย์เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อีกทั้ง ศาสตราจารย์เกษียร ได้แสดงปาฐกถาทางวิชาการของ"กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"ประจำปี 2555 ปาฐกถาเรื่อง"โจทย์การเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงไปใน 2 ทศวรรษ จากพฤษภาคม 2535 ถึงปัจจุบัน"โดยเนื้อหากล่าวถึง ความขัดเเย้งรุนแรงทางการเมืองครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ผ่านมาสองทศวรรษ กระทั่งดำเนินมาจนถึงกระเเสความขัดแย้งรุนแรงครั้งใหญ่ทางการเมืองในรอบ5-6 ปีที่ผ่านมา เป็นจังหวะอันเหมาะสมที่จะมาทบทวนว่าโจทย์ใหญ่ของการเมืองไทยในช่วงเวลาดังกล่าวได้คลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวคิดความเห็นของฝ่ายต่างๆที่เป็นคู่ขัดเเย้งหลักในสังคมการเมืองไทย
โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ 4 ประเด็นได้แก่ 1.บริบทความคิดการเมืองหลังพฤษภาคม พ.ศ.2535 2.โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อเหลืองและพันธมิตร 3.โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงและเเนวร่วม 4.ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรม โดยได้กล่าวถึงบริบทความความคิดการเมืองหลังพฤษภาคม2535ว่าก่อนที่จะเกิดระบอบทักษิณนั้นวิกฤติและปัญหาการเมืองมาจากการรัฐประหาร โดยคณะ รสช.และเกิดการลุกฮือขึ้นของพฤษภาประชาคม ซึ่งเป็นเลือกตั้งการแสดงออกของปัญหาความบกพร่องไม่พอเพียงของนักการเมืองจากการและระบอบประชาธิปไตย แบบตัวแทนหรือที่เรียกว่าปัญหา "นักเลือกตั้ง/ระบอบเลือกตั้งธิปไตย" ตามต่อมาด้วยวิกฤตค่าเงินบาทและเศรษฐกิจตกต่ำหรือที่ เรียกว่า "ต้มยำกุ้ง" ซึ่งเป็นวิกฤตที่ถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจากทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ซึ่งสำหรับคำตอบแห่งยุคสมัยที่สังคมไทยเสนอต่อปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ คือการเมืองภาคประชาชนหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนรวมทางตรง เพื่อแก้ไขบำบัดจุดอ่อนข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และอาจเป็นเศรษฐกิจพอเพียง/ชุมชน ที่เข้ามาเพื่อบรรเทาเป็นการป้องกันความผันผวน เกินเลยของทุนนิยมโลกาภิวัฒน์
อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าภายหลังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีพรรคไทยรักไทยเป็นแกนนำขึ้นสู่อำนาจในปี 2544 ได้ข้ามผ่านชุดคำตอบข้างต้นโดยเสนอคำตอบชุดใหม่ผ่านแนวนโยบายและมาตรการปฏิบัติของรัฐบาล ได้แก่ อำนาจเข้มแข็งครอบงำเหนือรัฐสภา ผลักดันผ่านนโยบายและงบประมาณประชานิยมต่างๆ โดยที่ประชาธิปไตยตัวแทนสามารถดำเนินนโยบายสนองตอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน รวมทั้งการเปิดช่องโอกาสและฐานทุน-เงินกู้ให้ชาวบ้านที่ถูกผลักไสหรือดึงดูดเข้าสู่กระแสคลื่นเศรษฐกิจตลาดเสรีอันผันผวนขณะที่ความถูกต้องแห่งแนวนโยบายยังเป็นที่โต้แย้งถกเถียงแต่สามารถกุมจิตใจของชนชั้นกลางระดับล่างจำนวนมากทั้งในเมืองและชนบทจนแปรเปลี่ยนเป็นพลังการเมืองเพื่อปกป้องแนวนโยบายดังกล่าว
ศาสตราจารย์เกษียร กล่าวถึงโจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อเหลืองและพันธมิตร โดยหากถือเอาความคิดทางสังคมการเมืองของอาจารย์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในระยะหลังพฤษภาคม 2535 โดยได้เสนอว่า เศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ทำให้อำนาจอธิปไตย ของรัฐชาติเสื่อมโทรมลง ก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเรื้อรัง เพราะรัฐขาดความชอบธรรม ไม่มีความเห็นพ้องต้องกันและการยอมรับอำนาจปกครองของสังคมภาคส่วนต่างๆ นอกคูหาเลือกตั้ง อำนาจทุนในประเด็นนี้ เหลือง มองเห็น แต่ แดง มองไม่เห็น ประเด็นเรื่องอำนาจทุนที่เหลือง มองเห็น แต่แดง กลับมองข้ามนั้น มันสะท้อนออกมาในแนวคิดนิติราษฎร์ ที่เป็นคลังสมองนปช. และผู้สนับสนุนว่า ปัญหาการเมืองที่นิติราษฎร์มองเห็น และนำเสนอจะยุติอยู่แค่ช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2475 คือไม่ได้เอาเหตุการณ์ช่วง เดือนมกราคม-มีนาคม 2475 มาวิเคราะวิจารณ์ นั่นคือเหลืองมองเห็นอำนาจทุน แต่ปัญหาคือว่าวิธีแก้ที่เหลืองนำเสนอคือ"เผด็จการ"
ศาสตราจารย์เกษียร มองว่า โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงและแนวร่วมนั้น ก็คือความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลากหลายในด้านชนบท จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวมวลชนคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณและพวกพ้อง ต่อต้านรัฐประหาร และเครือข่ายอำมาตย์ ความเปลี่ยนแปลงซับซ้อนหลายมิติในชนบทนี้ หัวใจอยู่ที่กระบวนการเลิกเกษตรกรรม และหันไปสู่กิจกรรมหลักและรายได้ในภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ เป็นกระบวนการต่อเนื่องยาวนานมา การปรากฎตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนียวแน่นของมวลชนคนเสื้อแดงหลังรัฐประหาร 2549 เป็นการเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้านชนบทขนานใหญ่ แผ่ขยายวงกว้างออกไปความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชนบทรอบ 26 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง เกิดกระบวนการเลิกทำเกษตรกรรม เลิกเป็นชาวนา สังคมการเมืองชนบทของชาวนารายได้ปานกลางผลิตภาพต่ำที่ประคับประคองไว้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐ รัฐกระเตงอุ้มประชากรชาวนาที่มีรายได้ปานกลางไว้อย่างมหาศาล ชาวบ้านชนบทดึงอำนาจรัฐและอำนาจภายนอกอื่นๆเข้ามาในสังคมการเมืองชนบท เพื่อต่อรองกดดัน หลอกล่อฉวยใช้
ในช่วงท้าย ศาสตราจารย์เกษียร ได้กล่าวถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรม ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาถูกหยิบยกมากล่าวหาโจมตี ในลักษณะที่ว่า ฝ่ายตรงข้ามประพฤติปฏิบัติการเมืองอย่างทุจริตเลวร้าย ขาดตกบกพร่องทางศีลธรรม ทางออก คือการให้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง โดยได้ยกตัวอย่าง คำปราศรัยของท่านประธานองคมนตรี ที่ผู้โยงการเมืองเข้ากับศีลธรรม ชาตินิยม ภายใต้กรอบแนวคิด "ไม่อาจแยกการเมืองออกจากศีลธรรมได้" จึงอยากเสนอข้อคิดตอบสนองและข้อกังวลอย่างรวบรัด ในเบื้องต้นว่า ความขัดแย้งมูลฐานอยู่ระหว่าง หลักเป้าหมายที่ดีที่ถูกต้องย่อมให้ความชอบธรรมกับวิธีการใดๆก็ได้ ในทางการเมืองกับหลักเอกภาพทางศีลธรรมของเป้าหมายกับวิธีการ การประคองสองอย่างนี้ให้ไปด้วยกันตลอดลอดฝั่งนับเป็นภาวะลำบากอิหลักอิเหลื่อ ของความพยายามผูกพันการเมืองเข้ากับศีลธรรมทั้งหลายทั้งปวง





