กมธ.สอบทุจริต ฯชงผู้ตรวจฯ ยื่นฟ้องศาลปกครอง ล้มการประมูลโครงการน้ำ ชี้ทำผิดกฎหมายป.ป.ช. และกฎหมายสภาพัฒนาเศรษฐกิจ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล คนที่ 3 วุฒิสภา เปิดเผยถึงผลการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับโครงการระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ตามการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านว่า ที่ประชุมได้มีตัวแทนของผู้ตรวจการแผ่นดินมารับฟังข้อเสนอและข้อสังเกตของกรรมาธิการฯ เบื้องต้นได้ฝากประเด็นให้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเกี่ยวกับการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกการทำสัญญากับบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 244(1) ประกอบมาตรา 245 (2) ให้อำนาจ เนื่องจากพบว่าไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างน้อย 2 ฉบับ
ได้แก่ 1.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 ในมาตรา 103/7 ที่ระบุให้หน่วยงานรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูล รายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 500,000 บาท ขึ้นไป เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบได้ และ2.พระราชบัญญัติ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 มาตรา 13 ที่ระบุให้กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง หรือกรม และรัฐวิสาหกิจเสนอ โครงการพัฒนาหรือแผนงานต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณากำหนดงบประมาณ รายจ่ายในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ หรือร่างพระราชบัญญัติเพิ่มเติมงบประมาณประจำปีงบประมาณ
"ในประเด็นที่ศาลปกครองกลางพิจารณาให้รัฐบาลระงับการดำเนินโครงการ ตามพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เป็นเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชนเท่านั้น แต่กรณีที่กรรมาธิการฯ เสนอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาจะเป็นการยับยั้งความไม่โปร่งใสทั้งระบบ อย่างไรก็ตามกรรมาธิการฯ ไม่ได้กำหนดเส้นตายให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการ" นายไพบูลย์ กล่าว





