วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปูดนำเข้าสารเมธิลโบร์ไมด์รมควันข้าวพุ่ง62%

"องอาจ"ปูดรัฐนำเข้าสารเมธิลโบร์ไมด์ ใช้รมควันข้าวพุ่ง 62% หลังเดินหน้าจำนำข้าว สวนข้อตกลงอียูให้เลิกใช้ตั้งแต่ มิ.ย.55

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ตรวจสอบโกดังเก็บข้าวสารของเอกชน ที่ถูกเช่าโดย องค์การคลังสินค้า (อคส.) เก็บข้าวสารจากการสีในฤดูกาลจำนำข้าว 54/55 จำนวน 4 โกดัง รวมกว่า 2 แสนกระสอบ พบว่ามีซากหนู แมว คางคกตายจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุมาจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลง หรือสารรมควันข้าว จนกระทั่งมีสัตว์ที่ไปกินข้าวเสียชีวิต ว่า การตรวจสอบของพรรคพบว่า สารดังกล่าวมีการนำเข้าผิดปกตินับจากมีโครงการจำนำข้าว โดยพบสารเคมีในข้าวถุงมากขึ้น เมื่อตรวจสอบการนำเข้าสารรมควันข้าวจากสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าสถิติลดลงตั้งแต่ปี 2550 แต่ในปี 2554-2555 มีสถิตินำเข้าสูงขึ้นถึง 62 % ทั้งที่ควรลดลง เพราะไทยมีพันธะกรณีภายใต้พิธีสารมอลทรีออล ประเทศแคนาดาที่ต้องลดการใช้สารเมธิลโบร์ไมด์ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการรมควันข้าวต้องทยอยลดลงจนไม่มีการใช้ในปี 2556 เฉพาะที่อียูมีข้อตกลงยกเลิกใช้สารนี้ไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 แล้วแต่ไทยกลับนำเข้าเพิ่ม

นายองอาจ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่อ้างว่า การใช้สารรมควันเป็นเรื่องปกติก็จริงแต่ที่ผิดปกติคือการนำเข้าสารเมธิลโบร์ไมด์มากโดยนำมาใช้รมควันข้าวตามโครงการจำนำข้าวใช่หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี และอดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ออกมาเตือนว่าการบริโภคข้าวค้างสต็อกของรัฐบาลอาจเกิดการสะสมจนเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ แต่แทนที่รัฐบาลจะรีบสร้างความเชื่อมั่นกลับให้ข้าราชการออกมาชี้แจงว่าการรมควันข้าวเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ควรทำมากกว่านี้ คือ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคข้าวไทยโดยต้องตั้งคณะกรรมการกลางที่มีผู้เชี่ยวชาญ และมีความเชื่อถือ มาสุ่มตรวจสอบข้าวทั่วประเทศ แต่ถ้ายังปล่อยอย่างนี้ต่อไปนอกจากทำลายการบริโภคข้าวในประเทศแล้วยังทำลายความเชื่อมั่นในต่างประเทศด้วย จะยิ่งทำให้รัฐบาลระบายข้าวลำบากมากยิ่งขึ้น จึงต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป

นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับการลดราคาจำนำข้าวจาก 15,000 บาทต่อตัน เป็น 12,000 บาท เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาลนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะรัฐบาลจะไม่สามารถระบายข้าวที่ค้างสต็อกกว่า 20 ล้านตันออกไปได้ และมีข้าวประมาณ 16 -17 ล้านตันที่ต้องระบายออกไปต่างประเทศ โดยจากสถิติที่ผ่านมาในแต่ละปีจะขายได้ราว 6 - 7 ล้านตัน สต็อกที่มีอยู่จึงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี แต่รัฐบาลกำลังจะรับจำนำเพิ่มเข้ามาอีก ในขณะที่ข้าวที่มีอยู่จะเสื่อมสภาพลงไปเรื่อย ๆ ปีละประมาณ 20 % ทั้งนี้เหตุผลที่จะทำให้ข้าวไทยลดมูลค่าลงเนื่องจากผู้ซื้อชะลอการซื้อทันทีที่รัฐบาลประกาศลดราคาจำนำข้าวลงทำให้ผู้ซื้อรอให้รัฐระบายข้าวในราคาถูก อีกทั้งลูกค้ารายใหญ่ของไทยคือจีน ได้หันไปซื้อข้าวคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยแทน ทำให้ไทยไม่สามารถระบายข้าวไปยังลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนได้ นอกจากนี้เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการขายข้าวได้ลดราคาลงมามากกว่าปกติ เพื่อแข่งขันกับไทย ทำให้โอกาสการระบายข้าวของไทยมียากมากขึ้น

"ขอเรียกร้องไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้มีมาตรการในการระบายข้าวในสต็อก โดยเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.56) รัฐบาลเชิญผู้ขายข้าวรายใหญ่ของไทยไปพบ 4-5 เจ้าแต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการในเรื่องการระบายข้าวอย่างไร ที่จะแบ่งเบาภาระจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการจำนำข้าวในปัจจุบัน"นายองอาจ กล่าว