วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกเงินนับ10ล้าน

ตำรวจปราบปรามฯทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระบุเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหลอกเงินนับ10ล้าน

พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ภูธร ปริศนานันทกุล รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย ผกก.5บก.ปอศ.พ.ต.ท.จักรกริช เสริบุตร สว.กก.5บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่บก.ปอศ. ร่วมกันแถลงผลจับตัวตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 15 คน พร้อมของกลาง โทรศัพท์บ้าน 8 เครื่องเลาเตอร์โมเดม 2 ตัว เอกสารบันทึกการจดรายการบัญชีของผู้เสียหาย 40 รายการ และโทรศัพท์มือถือหลายรายการ โดยจับกุมตัวได้ที่ อาคารปิงเจียงกงกาน เมืองตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

พล.ต.ต.สุรพล เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งกับทางบก.ปอศ.ว่าถูกกลุ่มคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม หลอกลวงให้เงินไปเป็นมูลค่านับ 10 ล้าน บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มคนร้ายที่ใช้วิธีการโทณศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ ระบบ VOIP (Voice Over Internet Protocol)โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายเพื่อหลอกวงแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจนเหยื่อหลงเชื่อ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งเรียกว่า แก๊ง คอลเซ็นเตอร์

ด้าน พ.ต.อ.กิตติ กล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งจากทางผู้เสียหาย ทาง บก.ปอศ.ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศ ทำการสืบสวนกรณีนี้ ใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ นานนับปีจนทราบที่อยู่ของฐานปฏิบัติการแก๊งดังกล่าว อีกทั้งทราบอีกด้วยว่ามีชาวไต้หวัน และชาวจีน เป็นหัวหน้าขบวนการ โดยมีคนไทย 15 คน ร่วมขบวนการ จนกระทั่ง เมื่อช่วงสายของวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนได้สั่งการให้พ.ต.ท.จักรกริช พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.5บก.ปอศ.สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศจีน นำหมายศาลเข้าทำการตรวจค้นอาคารดังกล่าว สามารถควบคุมตัวผู้ร่วมขบวนการเป็นชาวไทยจำนวน 15 คน พร้อมหลักฐานเอกสารสำคัญระบุบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย 40 รายการ จากนนั้นนำตัวกลับประเทศไทย เพื่อทำการสอบสวนที่บก.ปอศ. ส่วนหัวหน้าขบวนการทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศจีนดำเนินคดีในประเทศ

พ.ต.อ.กิตติ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ ก่อนหน้านี้คนไทยที่จะเข้ามาร่วมขบวนการจะถูกนายหน้าคนไทยหลอกให้ไปทำงานโรงงานในประเทศจีน แต่พอมาถึงจะถูกสอนให้ใช้โทรศัพท์พูดตามสคลิปที่มีให้ โดยจะมีการให้ค่าคอมมิชชั่น 3 เปอร์เซ็นจากเงินที่สามารถหลอกมาได้ ซึ่งแต่ละคนจะมีรายได้ตกเดือนละ 10,000-16,000 บาท ต่อคนจนคนไทยที่ถูกบังคับมาทำงานลักษณะดังกล่าวช่วงหลังๆมาต่างสมัครใจทำเนื่องจากมีรายได้ดี ซึ่งทุกคนจะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกลับบ้านทุกๆ 3 เดือนเพื่อนำเงินที่ได้กลับมาให้ครอบครัวในประเทศไทย

พ.ต.อ.กิตติ กล่าวอีกว่า ขบวนการดังกล่าวนี้ก่อตั้งมากว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าที่หลอกลวงเหยื่อแตกต่างกันประกอบไปด้วย 3 หน้าที่ โดยคนแรกจะเป็นสุ่มหมายเลขโทรศัพท์เพื่อหาเหยื่อก่อนจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสอบถามหารายละเอียดข้อมูล ชื่อ บัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขบัญชี ธนาคารอะไรบ้าง ส่วนคนต่อมาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการข่มขู่ หลอกล่อว่าเหยื่อเป็นหนี้ธนาคารหากไม่เป็นผลก็จะใช้ไม้แข็งว่าผู้เสียหายมีคดีพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติด จนเหยื่อหลงเชื่อ ส่วนคนสุดท้ายจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ซึ่งจะบังคับให้เหยื่อโอนเงินเข้ามาเคลียร์เพื่อให้รอดพ้นจากกรณีที่คนร้ายแต่งขึ้นมาจนเหยื่อจะหลงเชื่อดำเนินการตามคนร้าย โดยให้เหยื่อนำเงินสดไปโอนที่ตู้โอนเงินอัตโนมัติตามธนาคาร จากนั้นให้ส่งมาตามเลขบัญชีธนาคารในประเทศไทย ซึ่งจะมีคนไทยรับจ้างเปิดบัญชีไว้ แต่เงินจะถูกถอนที่ประเทศจีน จากการที่คนร้ายได้ทำปลอมแปลงบัตรกดเงินไว้ถอนอีกด้วย

"จากการจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายได้ทันเนื่องจากมีการโอนเงิน และถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ต้องหาทุกคน ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ทางบก.ปอศ. ขอประชาสัมพันธ์สำหรับประชาชนที่ถูกก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวให้เข้ามาร้องทุกข์ที่บก.ปอศ.ได้ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่อยากจะฝากให้ประชาชนทุกคน หากถูกคนร้ายโทรศัพท์มาทำทีอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่นั้น ขอให้ตั้งสติเมื่อรับสาย บอกกับตัวเองทุกครั้งว่าปลายสายเหล่านั้นอาจเป็นคนร้ายก็เป็นได้"พล.ต.ต.สุรพล กล่าว