วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไต่สวนคดีช่างภาพญี่ปุ่น เหตุกระชับพื้นที่

ศาลนัดไต่สวนคดีชันสูตรพลิกศพ"ฮิโรยูกิ"ช่างภาพญี่ปุ่น ถูกยิงขอคืนพื้นที่นปช. 10 เม.ย.53 พร้อม2ผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ศาลนัดไต่สวนคดีชันสูตรพลิกศพ หมายเลขดำ ช.1/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรการเสียชีวิตของ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ (Hiroyuki Muramoto) สัญชาติญี่ปุ่น ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ , นายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี และนายทศชัย เมฆงามฟ้า อายุ 44 ปี สองผู้ชุมนุมกับกลุ่มนปช. เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุ และพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งนายฮิโรยูกิ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถ.ดินสอ ใกล้สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่จากการชุมนุม นปช. ของเจ้าหน้าที่ทหาร สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการไต่สวน ศาลได้เตือนถึงการนำเสนอข่าวโดยขอไม่ให้เปิดเผยชื่อและนามสกุลของพยานที่จะขึ้นเบิกความ เนื่องจากเกรงว่าอาจจะกระทบกระเทือนถึงตำแหน่งหน้าที่การงานได้

ขณะที่วันนี้ อัยการนำ นายทหารชั้นสัญญาบัตร สังกัดกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ จ.สระแก้ว เป็นพยานเบิกความสรุปว่า เมื่อเดือน มี.ค.53 ได้รับคำสั่งจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และกองทัพภาคที่1 ให้เข้ามารักษาความสงบในพื้นที่กทม.และปริมณฑล เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลได้ประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ฯ เพราะมีการชุมนุมของ นปช.ที่ ถ.ราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ. ได้รับภารกิจจาก ศอฉ.ในการขอคืนพื้นจากกลุ่มผู้ชุมนุม ที่บริเวณ ถ.ราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสี่แยกคอกวัว พยานพร้อมด้วยหน่วยอื่นๆจึงได้สั่งเคลื่อนย้ายกำลังพลไปยังกองทัพภาคที่ 1 เพื่อเตรียมปฏิบัติตามภารกิจ กระทั่งเวลา 13.00 น. กลุ่มนปช. ได้เข้าปิดล้อมกองทัพภาคที่ 1จึงได้มีการเจรจากันให้ถอยร่น

แต่กลุ่ม นปช.ไม่ยินยอมจึงทำให้เกิดการปะทะกันจนมีทหารได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อให้กลุ่ม นปช.ถอยออกไปกระทั่ง14.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถเคลื่อนขบวนออกไปทางทิศเหนือได้ จึงจัดตั้งแปรรูปขบวนโดยมี พล.ต.วลิต เป็นผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ โดยกรมทหารราบที่2 เป็นกำลังส่วนหน้า กรมทหารปืนใหญ่ที่2 อยู่ส่วนหลัง และกรมทหารราบที่ 19 เป็นกองหนุน จากนั้นได้เคลื่อนพลเดินเท้าไปยังถ.ราชดำเนิน ซึ่ง ศอฉ.ได้ส่งรถสายพานลำเลียงมาร่วมสมทบด้วย ระหว่างทางมีการปะทะกับ นปช.เป็นระยะ จนทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายจนกระทั่งสามารถผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ถอยร่นไปได้ถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้สำเร็จ ระหว่างนั้นพบระเบิดแสวงเครื่องอยู่ในถุงพลาสติกสีดำในพื้นที่ของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เมื่อถึงบริเวณอนุสาวรีย์พบกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมากประมาณกว่า 10,000 คน ทำให้ไม่สามารถผลักดันต่อไปได้ จึงได้ตั้งขบวนอยู่บริเวณที่หัวถนนดินสอ ห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 50 เมตร

กระทั่งเวลา 19.00 น. ระหว่างที่ผู้บังคับบัญชาประชุมวางแผนปฏิบัติการ ถ.ดินสอ พยานได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนมากอยู่ด้านหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาประชิดกับแนวแถวของทหาร ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดการปะทะกัน พยานได้ออกไปดูเหตุการณ์และสั่งการให้ทหารเสริมกำลังแนวกั้นให้หนาแน่นมากขึ้น ระหว่างนั้นพบเห็นแสงไฟตกลงบน ถ.ดินสอ ใกล้กับจุดที่ผู้บัญชาการประชุมคุยกันอยู่ ห่างจากพยานประมาณ 10 เมตร จากนั้นก็เกิดการระเบิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นพยานได้เห็น พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) และ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่2 กรมทหารราบที่12 รอ. ถูกแรงระเบิดจนล้มลงแน่นิ่งไป ขณะที่พยานได้รับบาดเจ็บที่ขาซ้ายจากแรงระเบิดด้วย และพล.ต.วลิต ผบ.พล.ร.2 รอ. ได้รับบาดเจ็บขาซ้ายหักถึง 3 ท่อน จากนั้นก็เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเหมือนโกรธแค้นอะไรบางอย่าง พยานจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ถอนกำลังออกไปด้านหลังถ.ดินสอ มุ่งหน้าไปทางแยกสะพานวันชาติ ก่อนลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลต่อไป โดยพยานได้รับรายงานอีกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้จับกุมเจ้าหน้าที่ทหารที่ติดค้างอยู่ภายใน ถ.ดินสอ พร้อมยึดอาวุธปืนทราโว่พร้อมลูกกระสุนจริง อาวุธปืนลูกซอง และชุดปราบจลาจลอีกจำนวนมาก

พยาน เบิกความด้วยว่า โดยช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 10 เม.ย. พยานเห็นนายฮิโรยูกิ พร้อมเพื่อนนักข่าวอีก 1 คน เดินไปเดินมาอยู่ระหว่างฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีช่วงหนึ่งซึ่งผู้ตายได้ขึ้นไปบนรถกระบะของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อถ่ายภาพในมุมสูง พยานจึงได้เข้าไปเตือนว่าให้ลงมา เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ เนื่องจากได้รับรายงานว่าอาจมีกลุ่มไม่หวังดีแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งนายฮิโรยูกิได้ยอมลงมาจากรถ จากนั้นเดินไปเดินมาที่บริเวณ ถ.ดินสอ ด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเพื่อถ่ายภาพเหตุการณ์ แต่เมื่อช่วงที่เกิดระเบิดขึ้นพยานไม่เห็นนายฮิโรยูกิแต่อย่างใด จนมาทราบข่าวในภายหลังว่าเสียชีวิตแล้ว เนื่องจากถูกอาวุธปืนยิง ส่วนผู้เสียชีวิตที่ 2- 3 คือนายวสันต์ ภู่ทอง และนายทศชัย เมฆงามฟ้าพยานไม่รู้จักและไม่เคยพบเห็นผู้ตายแต่อย่างใด โดยได้ทราบข่าวภายหลังว่าผู้เสียชีวิตทั้ง3 รายนั้นถูกยิงด้วยอาวุธปืนและจุดที่พบศพก็อยู่ที่บริเวณเดียวกัน

ทั้งนี้ ในปฏิบัติการดังกล่าวหน่วยของพยานมีจำนวน 4 กองร้อย โดยมีปืนเล็กยาวกองร้อยละ10 กระบอก แบ่งเป็นใช้อาวุธปืนทราโว่ 1 กองร้อย และอีก 3 กองร้อยใช้ปืนเอ็ม 16 เอ2 พร้อมกระสุนจริงขนาด 5.56 มม. กระบอกละ 20 นัด และอาวุธปืนลูกซองซึ่งได้รับจากศอฉ.กองร้อยละ 10 กระบอก พร้อมกระสุน กระบอกละ 20 นัด ซึ่งระดับผบ.หมู่เท่านั้นที่อนุญาตให้ถือปืนได้ ส่วนอาวุธปืนเอเคหรืออาก้าไม่มีใช้ในหน่วยกองทัพบกแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีกระสุนซ้อมรบ แก๊สน้ำตาชนิดขว้าง และชุดปราบจลาจรอื่นๆ ส่วนกระสุนจริงนั้นก็ไม่ได้บรรจุในแมกกาซีน แต่ได้แยกใส่ไว้ในกล่องต่างหาก ซึ่งผู้บังคับบัญชามีคำสั่งว่าจะใช้กระสุนจริงได้ก็ต่อเมื่ออาจได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิตและเพื่อใช้ในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตามคำสั่ง ศอฉ. ซึ่งจะใช้ได้เมื่อใดจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ของแต่ละพื้นที่นั้นๆ แต่ว่าการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ไม่มีการสั่งให้ใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด ซึ่งขั้นตอนที่รุนแรงที่สุดอยู่ที่การใช้ปืนลูกซองและกระสุนยางเท่านั้น

พยานเบิกความอีกว่า ทางการข่าว ทราบว่ามีชายชุดดำก่อเหตุใช้อาวุธสงครามในหลายพื้นที่ โดยพยานได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยข่าว ศอฉ.พบกลุ่มชายชุดดำพร้อมอาวุธที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์และหน้าวัดตรีทศเทพ แต่ในส่วนของพยานไม่พบเห็นชายชุดดำแต่อย่างใด ขณะที่บาดแผลของผู้เสียชีวิตทั้งสาม นั้นได้ทราบรายงานจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง และกระสุนปืนมีขนาดใหญ่กว่า 5.56 มม. ทั้งนี้สำหรับการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตจำนวน 5 นาย ประกอบด้วยที่บริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา 4 นาย และบริเวณแยกคอกวัว 1 นาย มีผู้บาดเจ็บรวม 436 นาย อาการสาหัส 69 นาย บาดเจ็บเล็กน้อย 367 นาย มีอาวุธปืนเอ็ม16 หายไปจำนวน 2 กระบอก และอาวุธปืนลูกซองหายไปจำนวน 8 กระบอก โดยกระสุนจริงที่เบิกมานั้นยืนยันว่าไม่มีการใช้ยิงในบริเวณถนนดินสอแต่อย่างใดและได้นำกระสุนคืนให้กับกองทัพครบตามจำนวนอีกด้วย

ภายหลังพยานเบิกความแล้วเสร็จ ศาลนัดไต่สวนพยานปากต่อไปในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น.