"เกียรติ"เปิดเอกสาร3ฉบับ ตบหน้าครม.เหตุรู้แก่ใจขาดทุนจำนำข้าวปีละกว่า 2 แสนล้าน แฉข้อมูลจำนำข้าว ธ.ก.ส.ใช้เงินเกินมติครม.
นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงตัวเลขการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวว่า การแถลงและการพูดถึงตัวเลขในโครงการจำนำข้าวตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาของรัฐบาลนั้น สร้างความสับสนและทำให้ประเทศขาดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาปฏิเสธว่า ไม่รู้ความเสียหายของโครงการเท่าไหร่นั้น เป็นการเล่นละครทั้งสิ้น เพราะครม.ได้รับหนังสือรายงานการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และพิจารณาปริมาณและวงเงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 จากกระทรวงการคลังในวันที่ 3ต.ค.2555 ซึ่งหนังสือฉบับดังกล่าวระบุชัดว่าการจำนำปี 2555/56 นั้นหากสามารถระบายข้าวในโครงการได้ภายใน 3 ปีจะมีภาระขาดทุนเฉลี่ย 2.2 แสนล้านบาทต่อปี
"เป็นที่รับรู้ของครม.ก่อนที่จะอนุมัติโครงการจำนำปี 2555/56 วันนี้อย่ามาทำเป็นตกใจกับตัวเลขขาดทุนที่เกิดขึ้น ดังนั้นตัวเลขปิดบัญชีแล้วขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และรัฐบาลอย่าทำเป็นไม่รู้ นายกฯทราบข้อมูลทั้งหมด เพราะเป็นคนนั่งหัวโต๊ะอนุมัติโครงการทั้งที่รู้ว่าจะเสียหาย 2.2 แสนล้านบาทต่อปี"นายเกียรติระบุ
นายเกียรติ กล่าวอีกว่า มีข้อมูลจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ที่ระบุชัดว่าใช้เงินในโครงการจำนำข้าวนาปีนาปรัง 2554/55-2555/56 เป็นเงินกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งเกินจากวงเงินที่ครม.อนุมัติไว้ 5 แสนล้านบาท ดังนั้นการใช้เงินเกินมติครม.อนุมัตินี้ รัฐบาลต้องชี้แจง ซึ่งต้องถามว่าบริหารกันอย่างไรถึงได้ใช้เงินเกินกว่ามติครม.ถึงแสนล้านบาท แต่หากคำนวณปริมาณข้าวในโครงการจำนำข้าว เป็นไม่ได้ที่ข้าวในประเทศจะมีมูลค่าถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการนำข้าวเข้ามาสวมสิทธิ์จำนวนสูงมาก และรัฐล้มเหลวในการดูแลโครงการ จึงเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนแสนล้านบาทไปซื้อข้าวเพื่อนบ้านด้วยเรื่องนี้นายกฯและรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบเพราะตนเชื่อว่าทุกคนได้รับรายงานเตือนจากกระทรวงการคลัง ที่ระบุชัดว่ารัฐบาลต้องแก้ไขโครงการ ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติให้ ธกส.แยกตัวเลขโครงการรับจำนำข้าวออกจากการดำเนินการตามปกตินั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธกส.มีปัญหาสภาพคล่องแน่นอน และไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะเข้าไปดูแลธกส.อย่างไร ซึ่งธกส.อยู่ในสภาวะหน้าเป็นห่วง และจะกระทบต่อภาวะการเงินการคลังของประเทศอย่างมาก
ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีบางคนที่ออกมาต่อว่ามูดี้ส์ว่าไม่เป็นมืออาชีพนั้น นายเกียรติ กล่าวว่า ความจริงมูดี้ส์คำนวณอย่างมีมาตรฐานแล้ว และการที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ บอกว่ายังมีสต๊อคข้าวอยู่จึงประเมินภาวะการขาดทุนไม่ได้นั้น ยิ่งพูดยิ่งน่าอาย เพราะความจริงสามารถปิดบัญชีได้โดยที่ยังมีสินค้าค้างสต๊อคอยู่ โดยสินค้าที่เหลือก็ประเมินจากราคาตลาด บวกกับค่าเสื่อมของสินค้า ก็จะออกมาเป็นตัวเลขการขาดทุนในช่วงที่ปิดบัญชี ดังนั้นอย่ามาอ้างแบบนี้เพราะประชาชนไม่โง่ นอกจากนี้การที่อ้างว่าเกษตรกรได้ประโยชน์จากโครงการจำนำข้าวนั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลอ้าง เพราะตัวเลขของกระทรวงเกษตรฯระบุชัดว่า ชาวนา ได้เงินจากการจำนำข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15 % เฉลี่ยอยู่ที่ 10,156 บาทต่อตันเท่านั้น ในขณะที่ราคาจำนำอยู่ที่ 15,000 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิ 100 % ที่รับจำนำในราคา 20,000 บาทนั้น เกษตรกรได้เพียงแค่ 15,365 บาทเท่านั้น ต้องถามว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นหายไปไหน
"วันนี้ ขอให้หยุดบิดเบือนข้อมูล หยุดโกหก และตั้งหลักใหม่ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด หากรัฐบาลต้องการให้โครงการเดินไปได้ก็ควรปรับปรุงโครงการ เพราะวันนี้ปัญหาเกิดจากการจำนำสูงกว่าราคาตลาดมาก หากต้องการทำจำนำต่อมีหลายวิธีที่ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย แต่วิธีที่กำลังทำอยู่ทำประเทศเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ทั้งนี้นายกฯจะนั่งเฉยๆไม่ได้ เพราะมีหน้าที่สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ให้ข้อมูลกับทุกฝ่าย นายกฯอย่าลอยตัว" นายเกียรติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเกียรติ ได้แจกเอกสาร 3 ฉบับให้กับสื่อมวลชน ประกอบด้วย หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงการคลัง เรื่องรายงานผลการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2554/2555 และพิจารณาปริมาณและวงเงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2555 ลงนามโดยนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง มีเนื้อหาเตือนถึงความเสี่ยงจากโครงการจำนำข้าวที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ถึงปีละ 224,553 ล้านบาท และจะเป็นภาระต่องบประมาณที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเร่งรัดให้กระทรวงพาณิชย์ต้องรีบระบายข้าวเพื่อมาใช้หนี้คงค้างโดยเร็ว รวมถึงให้อตก. อคส.และกระทรวงพาณิชย์ร่วมกันปิดบัญชีโครงการเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายในสามเดือนนับจากวันสิ้นรอบการรับจำนำด้วย
เอกสารฉบับที่สองคือตารางราคาข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15 % ของเกษตรกรตั้งแต่ปี 2540-2556 และตารางราคาข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 100 % ของเกษตรกรตั้งแต่ปี 2540-2556 ซึ่งพบว่าเกษตรกรไม่ได้เงินตามราคาที่รัฐบาลรับจำนำแต่จะมีรายได้ต่ำกว่าราคาจำนำของรัฐบาลเฉลี่ยเกือบ 5 พันบาทต่อตัน
เอกสารฉบับที่สามเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับผลการดำเนินโครงการรับจำนำสินค้าการเกษตรสามชนิดคือ ข้าวนาปี 54/55 ข้าวนาปรัง 55 และ ข้าวนาปี 55/56 มันสำปะหลัง 54/55 และ 55/56 กับยางพารา โดยตัวเลขของการรับจำนำข้าวสามฤดูกาลจนถึงวันที่ 15 พ.ค.2556 จากตารางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.พบว่าใช้วงเงินรวม 591,990 ล้านบาท แต่ได้เงินชำระคืนจากการระบายข้าวเพียงแค่ 83,813 ล้านบาท คือน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลดำเนินโครงการไปกว่า 7 เท่า





