เปิด'สังศิต'หน้ากากขาว สะท้อนปัญหารัฐบาล

เปิด'สังศิต'หน้ากากขาว สะท้อนปัญหารัฐบาล

เปิดหน้า"สังศิต" แกนนอนของกลุ่มหน้ากากขาว รับมีจุดร่วม - สะท้อนปัญหาให้รัฐบาล

ปรากฎการณ์ ชาวหน้ากากขาว - กองทัพประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน “รัฐบาล - ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ทั้งโลกออนไลน์ และ โลกความจริง ซึ่งขยายตัวออกไปยังจังหวัดต่างๆ กินเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นที่แน่นอน สังคมทั่วไปได้รับทราบถึงเป้าหมาย แต่มีสิ่งที่ยังเป็นเงื่อนงำ คือ “ใคร” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการคนผู้สวมหน้ากากวีนั้น ...

แม้ผู้ร่วมขบวนการที่ออกมาเคลื่อนไหวตามที่สาธารณะล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่มีผู้นำ” แต่ในฟากฝั่งของเวทีที่จัดทำคู่ขนานกับการทำกิจกรรมตามท้องถนน กลับพบว่ามีบางอย่างที่บ่งชี้ว่า เกมเคลื่อนไหวนี้ มีคนนำอย่างแน่นอน

นับแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นมา ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการจัดเวทีเสวนากลุ่มไม่เล็ก โดยเชิญนักวิชาการขั้วตรงข้ามรัฐบาล มาสนทนาถึงปรากฎการณ์ทางสังคมและการเมือง หนึ่งในนักวิชาการที่มาร่วมเวทีอย่างต่อเนื่อง คือ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม เพราะด้วยความเป็นเจ้าของบ้าน และเจ้าของกิจกรรม จึงต้องมาดูแลความเรียบร้อย

หลังเสร็จสิ้นการร่วมบรรยายบนเวทีเสวนา ครั้งที่ 2 ณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ถ.สาธร นายสังศิต เปิดอกเล่าถึงกิจกรรมที่มีที่มาว่าเวทีเสวนาวิชาการที่จัด เพื่อให้ความรู้กับสังคม นำเสนอความคิด มองปัญหาการเมืองด้วยสติปัญญา และแนะวิธีแก้ปัญหาเชิงทางเลือก ไม่ใช่กำลังแก้ปัญหา โดยกำหนดการจัดงานไว้ 10 เวที ทุกวันเสาร์ ซึ่งแต่ละเวทีได้กำหนดหัวข้อไว้แล้ว โดยคณะทำงานของคนมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้ อ.ศัลยพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิตช่วย รวมถึงขอคำปรึกษาจากนักวิชาการที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย สาระของหัวข้อที่ได้กำหนดคือต้องเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เน้นรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

“เรามีประเด็นใหญ่ที่คิดไว้ คือ การปฏิรูปการเมือง ว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย โดยประชาธิปไตยที่ให้เลือก ส.ส. และมีการเปิดช่องซื้อเสียง อาจไม่เหมาะกับเมืองไทย แต่ผมไม่ได้ปฏิเสธระบบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งนะ แต่มองว่าต้องเปลี่ยนหลักคิดบางอย่าง คือ ให้องค์กรภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายร่วมกับรัฐบาลให้มากขึ้น ไม่ใช่ตัดสินใจโดยนักการเมืองเพียงอย่างเดียว โดย 1 ใน 10 เวที ก็จะมีหัวข้อเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองด้วย เพราะผมมองว่าสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่คนที่รักชาติทุกคนควรจะทำ คือ การบอกเล่าปัญหาให้กับรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลรู้ทันและแก้ไขปัญหา ส่วนการนำเสนอปัญหาแบบเก่า ที่ อาศัย ส.ส. และข้าราชการเป็นวิธีการที่ไม่ดีพอ”

การทำงานแต่ละอย่าง เชื่อแน่ต้องหวังผลที่จะถูกต่อยอด แต่ “นายสังศิต” กลับบอกว่า ไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะกำหนดบทบาทตัวเองไว้แค่ระดับการให้ความรู้ ส่วนความรู้ที่แพร่ขยายต่อไปอย่างไรขึ้นอยู่กับภาคประชาสังคมที่จะนำไปสานต่อ แต่หากสังคมไม่นำไปสานต่อไม่คิด ก็ถือว่าจบ แต่ท้ายสุดเชื่อว่าคนที่เป็นนักการเมืองอาจจะต้องนำไปคิด

ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับข้อสงสัยของฝ่ายรัฐบาล ที่มองว่ากลุ่มหน้ากากขาว ใช้วิธีแยกกันเดิน โดยมี“นักวิชาการ ม.รังสิต” ผู้นี้เป็นหนึ่งในเครือข่าย ซึ่ง เจ้าตัวปฏิเสธอย่างแข็งขัน ว่า ไม่ได้ขึ้นต่อใคร โดยในชีวิตที่ผ่านมาถือว่าเป็นอิสระชน ไม่เคยยอมให้ใครมาเป็นหัวหน้า

“สิ่งที่ผมทำไม่ใช่กลุ่มเดียวกันกับกลุ่มหน้ากากขาว เพราะกลุ่มที่เคลื่อนไหวผมไม่รู้จัก ไม่เคยคุยกัน แต่ผมมองว่าเราอาจมีบางอย่างที่เป็นจุดร่วมกัน คือ การมองเป็นปัญหาของสังคม ปัญหาการเมือง ความไม่โปร่งใสของการบริหารราชการแผ่นดิน กลุ่มคนหน้ากากขาวเขาอาจจะไม่อยากปรากฎหน้าตาในสังคม เพราะกลัวอันตราย แต่ผมไม่กังวล เพราะสิ่งที่ผมพูดคือแง่หลักการ เป็นข้อเท็จริง ไม่ใช่ประเด็นการเมือง แต่การที่นักปกครอง อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ มองว่าเราเป็นขบวนการล้มรัฐบาลและมากล่าวหา ถือเป็นความคิดที่ตกยุค และอันตรายมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้ เพราะการไปกล่าวหาคนนั้น คนนี้ทำให้คนเริ่มไม่พอใจนายสังศิต ซึ่งเคยบอกว่ากิจกรรมของ "หน้ากากขาว" เป็นการมารวมกันโดยอิสระ ไม่มีแกนนำ มีแต่แกนนอน กล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ดีภาพการจัดเวทีเสวนา 2 ครั้งที่ผ่านมา เราจะพบว่านักวิชาการที่ขึ้นเวที ล้วนเป็นผู้ที่ไม่นิยม “ทักษิณ” เช่น อ.แก้วสรร อติโพธิ, สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน โพลิติก อดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงทำให้กระแสตีและดิสเครดิตกลับจากฝั่ง “คนรักทักษิณ” ปรากฎออกมาอย่างรุนแรงมากขึ้น แต่ “ดร.สังศิต” เลือกที่จะไม่ให้ความสนใจ พร้อมวิเคราะห์ให้ฟังว่า เป็นการมองที่ผู้ปกครองซึ่งอยากรักษาอำนาจให้ยาวนานที่สุด ใช้กับคนที่มีความเห็นที่แตกต่าง ทั้งที่คนที่เคยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนมากตอนนี้ก็ไม่ได้ต่อต้านรัฐบาล หรือกลายเป็นหน้ากากขาวไปแล้วก็ได้ แต่คนที่ยอมเปิดเผยตัว เตือนสติรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลควรหาประโยชน์จากเขา นำไปปรับปรุงแก้ไข เหมือนอย่างที่ประเทศเยอรมัน ใจกลางกรุงเบอลิน ทุกวันจะมีม็อบไม่ต่ำกว่า 3 ม็อบออกมาแสดงความเห็นกับรัฐบาล และรัฐบาลเขาก็เก็บเกี่ยวสิ่งที่ขบวนการทางสังคมเคลื่อนไหวออกมาบอก ซึ่งรัฐบาลเขาเองก็ได้ประโยชน์มีเสถียรภาพมาก แต่ถ้ารัฐบาลมองว่าคนที่คิดแตกต่างจากรัฐบาลเป็นศัตรู จ้องแต่มาล้มรัฐบาล ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังถูกอวิชา ครอบงำ ไม่ได้บริหารด้วยสติปัญญา

ในท้ายสุด คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ฝากทิ้งท้ายไปยังรัฐบาล ว่า การไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และมองว่าเขาเหล่านั้นเป็นศัตรูจะเป็นตัวที่ทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์ อีกทั้งหาก “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ยอมปล่อยให้ “คุณยิ่งลักษณ์” และ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ อิสระที่จะคิด หรือปล่อยให้คุณยิ่งลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง ไม่ให้คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บริหารเศรษฐกิจด้วยความเป็นอิสระท้ายสุดคนที่เสียประโยชน์ที่สุดคือ คุณทักษิณเอง

ส่วนปรากฎการณ์ของขบวนการหน้ากากขาว ที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล - คนเสื้อแดงถึงขั้นจองกฐิน และเตรียมแต่งตัวออกมาปกป้อง หากทำอะไรก็ตามที่มาทำร้ายหัวใจเขา นักวิชาการม.รังสิต มองว่าอาจจะไม่ไปไกลถึงการเผชิญหน้า เพราะคนหน้ากากขาว ที่ใช่พวกหัวรุนแรง และคงไม่ต้องการออกมาเพื่อเผชิญหน้ากับใคร อีกทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มฯ ที่อยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่งคนจำนวนหนึ่ง เป็นผู้ที่มีการศึกษาดี มีรายได้ดีพอประมาณ คงจะไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แลไม่เชื่อว่าพวกเขาพร้อมที่จะออกมาประจัญบานกันบนท้องถนน