กบอ.เตรียมเปิดทีโออาร์จ้างบ.ที่ปรึกษาโปรเจคน้ำกว่า 50บริษัท วงเงินจ้าง 7 พันล้าน ลั่นเวนคืนที่ดินฟ้องศาลปกครองไม่เป็นผล
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ตนทำเรื่องทีโออาร์โครงการบริหารจัดการน้ำเอง เขียนใกล้เสร็จแล้วน่าจะใช้เวลาอีก 2-3สัปดาห์ โดยจะมีการร่างและเขียนทีโออาร์เปิดประมูลทั่วไปที่มีการระบุคุณสมบัติตามระเบียบของราชการ ที่จะต้องยื่นซองด้านเทคนิคและด้านราคาเหมือนเดิม
โดยยืนยันว่าจะไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบวิธิพิเศษแน่นอนและไม่คิดว่ากบอ.จะต้องมีระเบียบอะไรขึ้นมาพิเศษสำหรับเรื่องนี้ ทั้งนี้บริษัทที่ปรึกษาจะมีสองประเภท ประเภทแรกเรียกว่าบริษัทที่ทำหน้าที่เรื่องบริหารและตรวจกำกับแบบ(โปรเจคแมเจนเม้นแอนด์เอ็นจิเนียริ่งคอนเซาท์แต๊น) หรือMECที่จะมีงบประมาณในการจ้าง 2-2.5% ของวงเงินแต่ละโมดูล ที่จะมี4กลุ่มซึ่งจะมีการจ้าง4กลุ่มบริษัท
แต่เฉพาะบริษัทที่4 ซึ่งเกี่ยวกับคลังข้อมูลจะเพิ่มหน้าที่เป็นซุปเปอร์วิชั่น คือคุมการก่อสร้างและตรวจการจ้างและจากนั้นจะมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่จะมาคุมการก่อสร้าง(โปรเจคซุปเปอร์วิชั่นคอนชัลท์แทน) ที่จะใช้เงินในการจ้าง 2-3% ของวงเงินแต่ละโมดูลซึ่งมีระเบียบกำหนดเรื่องนี้อยู่
โดยในกลุ่มนี้จะไปอยู่ในที่ทำงานจะให้คำแนะนำเรื่องการตรวจรับ ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะมีหลายบริษัท อาจจะ 20-30บริษัทหรือกลุ่มบริษัท แต่ต้องดูสถานที่ดังนั้นการจ้างบริษัทที่ปรึกษาจะมีสองระลอก โดยใช้งบประมาณภายใน5ปีที่น่าจะอยู่ในวงเงินการจ้างประมาณ 6,000 - 7,000 ล้านบาท
"กลุ่มแรกถ้าเป็นเรื่องเขื่อน เขาจะดูหมดทุกเขื่อน ช่วยเราบริหารตรวจและกำกับแบบทุกเขื่อนก่อนการก่อสร้าง ส่วนกลุ่มที่2จะอยู่หน้างานบริษัทนึงอาจจะดูแค่เขื่อนสองเขื่อนเท่านั้นขึ้นอยู่กับว่าเขื่อนเล็กเขื่อนใหญ่แต่ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่จะมีการแต่งตั้งนายช่างโครงการหนึ่งคนต่อหนึ่งโครงการ และแต่งตั้งสต๊าฟหนึ่งคนต่อหนึ่งโครงการเช่นกันฉะนั้นจะมีการตั้งอีกเป็นร้อยๆตำแหน่งที่อาจจะต้องยืมคนจากกรมชลประทานกรมทรัพยากรน้ำฯ กรมทางหลวงฯเข้ามาทำงานด้วยกับบริษัทที่ปรึกษาดูแล้วก็นับว่าใช้งบสูง แต่ก็ทำตามระเบียบของกระทรวงการคลัง"นายปลอดประสพกล่าว
นอกจากนี้นายปลอดประสพยังกล่าวด้วยว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการแต่งตั้งกรรมการชุดของ ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ
คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเป็นเพียงการตั้งตำแหน่งแต่ไม่มีตัวบุคคลต่อไปก็จะตั้งตัวบุคคลตามตำแหน่งให้ครบทุกหน่วยงานของน้ำ โดยจะนำข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ เช่น ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเกษตรเข้ามามีส่วนร่วม
ส่วนความชัดเจนในการการเวนคืนพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโครงการน้ำนายปลอดประสพอธิบายย้ำว่า การเวนคืนโครงการน้ำไม่ได้ต่างจากการเวนคืน สำหรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯแต่อย่างใด เพราะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเวนคืนจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับประชาชนตามระเบียบที่มีอยู่และประชาชนก็ต้องเข้าใจต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ
"ไม่ต่างจากรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ใน กรุงเทพฯขณะนี้ ผมก็ยังแปลกใจว่าทำถนนก็แล้ว ทำสนามบินก็แล้ว ไม่มีเรื่อง พอนำน้ำมีเรื่องตกลงน้ำมันเป็นอย่างไร ถึงแล้งน้ำใจกันขนาดนี้และสถานที่เวนคืนของโครงการน้ำเทียบกับรถไฟฟ้า ก็ต่างกันอยู่ในพื้นที่ไกลต้องคิดดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่มันไม่มีเอ็นจีโอ ทางสายรถไฟฟ้าสนามบิน แต่มีเอ็นจีโอเรื่องน้ำ" นายปลอดประสพ กล่าว
เมื่อถามว่าหากประชาชนไปร้องต่อศาลปกครองจะทำให้โครงการชะลอหรือไม่นายปลอดประสพ กล่าวว่า ไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายแล้วแย้งไม่ได้ต้องไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่า พระราชกฤษฎีกา ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่และโดยพื้นฐานก็แย้งไม่ได้เพราะพระราชกฤษฎีกาเวนคืนมีไปแล้วเป็นหมื่นฉบับและนี่เป็นพระราชกฤษฎีกาเวนคืนสำหรับโครงการสาธารณะบริษัทที่ทำโครงการมีหน้าที่เพียงชี้จุดเท่านั้นไม่เกี่ยวกับการเวนคืนเพราะเป็นเรื่องของข้าราชการ
นอกจากนี้นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า ขอความกรุณาท่านที่ชอบคัดค้านอย่าค้านเลย ค้านทำไม ปล่อยให้สร้างเพื่อความปลอดภัยของประเทศของพี่น้องของท่านเองดีกว่า ตั้งหน้าตั้งตาค้านจนกระทั่งตื่นมายังนึกไม่ออกเลยว่าจะค้านเรื่องอะไร ก็เกินไปจริงๆ





