วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จาตุรนต์'ชี้นึกไม่ออกศาลรธน.พิจารณาอะไรอีก

"จาตุรนต์"โพสต์เรื่องศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอะไรในวันที่29พ.ค. หลังเห็นข่าวค้านแก้รธน.ม.68 แจงการร้อง-ไต่สวนเปลี่ยนไปแล้ว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหนุ่งในแกนนำบ้านเลขที่111โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค ว่า
เห็นข่าวศาลรัฐธรรมนูญมีมติรวมเรื่องร้องคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ทั้ง 4 คำร้องเข้าด้วยกันและจะนัดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 29 พค.นี้ พอนึกออกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มต้นอย่างไรแต่ผมยังนึกไม่ออกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาต่อไปให้เป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างไร และยิ่งนึกไม่ออกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสรุปเรื่องนี้ไมื่อใดและอย่างไร

แน่นอนว่าการไต่สวนเรื่องแบบนี้เมื่อศาลฯมีมติรับพิจารณาไปแล้วก็คงต้องให้ฝ่ายผู้ร้องได้อธิบายขยายความคำร้องของตนซึ่งก็คงพอเข้าใจได้ว่าผู้ร้องทั้งหลายจะกล่าวหาต่างๆนานาว่าการแก้รัฐธรรนูญมาตรา 68 นี้เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างไรซึ่งเราท่านก็พอจะได้ฟังกันมาบ้างแล้ว

แต่คำถามมีว่า ที่เห็นว่าเป็นการล้มล้างการปกครองนั้นเกิดจากข้อความใด คำตอบก็ย่อมจะได้แก่เนื้อหาตามที่ปรากฏในร่างแก้ไขรัฐธรรนูญที่สว. สส.ทั้งหลายเสนอต่อรัฐสภานั่นเอง

ที่จะเป็นปัญหาก็คือเมื่อถามฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญว่าจะแก้ข้อกล่าวหาอย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญที่ทำอยู่ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองด้วยเหตุผลอย่างไร จะอธิบายเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรก็จะพบว่าไม่มีใครสามารถจะอธิบายได้ชัดเจนเหมือนกัน

ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เข้าสภาไปนั้นมีเนื้อหาอย่างหนึ่ง แต่บัดนี้คณะกรรมาธิการได้แก้ไขไปเป็นอีกอย่างหนึ่งเสียแล้ว เช่นที่บอกว่าการที่ประชาชนจะร้องนั้นให้ร้องผ่านอัยการเท่านั้น ก็เปลี่ยนเป็นให้ยื่นผ่านอัยการก่อน ถ้าอัยการทำไม่เสร็จใน 30 วัน ก็ให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นต้น

เรียกว่าเนื้อหาที่เป็นต้นเหตุให้มีการร้องและไต่สวนได้เปลี่ยนไปแล้ว

ยิ่งกว่านั้น ถ้าซักถามต่อไปหรือมีการชี้แจงต่อไปก็จะพบว่าต่อจากนี้ซึ่งไม่ทราบว่ามีกี่เดือนหรือกี่ปี ร่างที่คณะกรรมาธิการแก้ไขแล้วนี้ ก็จะได้รับการพิจารณาโดยที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งก็ไม่มีใครทราบว่าร่างนี้จะถูกแก้ไปอย่างไรอีก

สิ่งที่ศาลฯจะพิจารณาก็ยิ่งไม่นิ่ง และอาจเปลี่ยนไปอย่างใดก็ได้

เมื่อเนื้อหาของร่างที่เป็นเหตุให้ถูกร้องยังไม่นิ่งเช่นนี้ ศาลฯจะพิจารณาได้อย่างไร ที่ยากกว่านั้นแบบที่ต้องพูดว่าใครก็นึกไม่ออกก็คือ แล้วศาลจะตัดสินได้อย่างไร

ทำไมจึงเกิดเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้

คำตอบก็คือเพราะศาลฯได้ทำเรื่องที่พิลึกกึกกือขึ้นมานั่นเอง

ศาลฯไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้มาแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ศาลฯก็วินิจฉัยในทางเพิ่มอำนาจตนเองให้มากกว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่ามีอำนาจ

พิจารณาจากประเด็นที่เอามาร้องก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีมูลแม้แต่น้อยแต่ศาลฯก็มีมติรับไว้

ครั้นพอจะพิจารณา แทนที่ศาลฯจะรอให้รัฐสภาพิจารณาให้เสร็จ ให้ชัดเจนว่ารัฐสภาต้องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ศาลฯก็กลับเลือกที่จะพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนแรกทั้งที่เนื้อหาของสิ่งที่จะพิจารณายังไม่นิ่ง

ถ้าสรุปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังทำกันอยู่นี้เป็นการล้มล้างการปกครองฯ ก็คงต้องบอกว่าบ้ากันไปแล้ว

แต่ถ้าศาลฯยังไม่สรุป แต่ก็ไม่ยกคำร้อง ศาลฯก็อาจบอกว่าต้องรอให้รัฐสภาแก้ให้เสร็จเสียก่อน ก็เท่ากับว่าศาลฯรัฐธรรมนูญกำลังจะบอกว่าจะขอตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกขั้นตอนไปเรื่อยๆ มีปัญหาเมื่อไหร่ก็จะลงดาบเมื่อนั้น

นั่นก็เท่ากับศาลฯต้องการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติได้ตลอดกระบวนการ และเท่ากับว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดก็จะขาดความเป็นอิสระในการทำหน้าที่เพราะต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาว่าการเสนอความเห็นอะไรจะนำไปสู่การฟาดฟันของศาลฯหรือไม่ ทั้งๆที่รัฐธรรนูญให้เอกสิทธิ์สมาชิกรัฐสภาในการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมไว้

นี่ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาเป็นไปโดยอิสระปราศจากการครอบงำหรืออาณัติของใคร

ผมจึงขอแนะนำว่า ศาลรัฐธรรมนูญควรหาทางถอยเสียโดยเร็วจะดีกว่า ดีกับบ้านเมืองและดีต่อคณะตุลาการเองด้วย