2 ปี 4 โฆษกรัฐบาล รัฐถึงประชาชนไม่ชัด?

2 ปี 4 โฆษกรัฐบาล รัฐถึงประชาชนไม่ชัด?

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลจะเปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกฯอีกครั้ง เพราะแค่ยังไม่ถึง2ปีก็ใช้กระบอกเสียงรัฐบาลมาแล้ว4คน

โฆษกรัฐบาลคนล่าสุด ซึ่งเป็นคนที่ 4 คือ นายธีรัตถ์ รัตนเสวี หนุ่มนักเรียนนอก ที่มีอาชีพในแวดวงสื่อสารมวลชน เคยเป็นอดีตนักข่าวเศรษฐกิจ"ไอทีวี" ในยุคเริ่มแรก จากนั้นก็เลื่อนขั้นเป็นโปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการข่าวเศรษฐกิจ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นบรรณาธิการบริหาร รวมถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ต่อมาได้ย้ายไปทำรายการทีวีช่องดาวเทียม คือ "มันนี่ ชาแนล"และ"วอยซ์ทีวี" ขณะเดียวกันก็ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนตามสถาบันการศึกษาต่างๆ

ในช่วงหลังๆ มานี้ นายธีรัตถ์ ถูกเชิญมาเป็นพิธีกรรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เคยรับหน้าที่ดังกล่าวอยู่ในช่วงแรกๆ สำหรับนายธีรัตถ์ ถือเป็นสเปกที่แกนนำรัฐบาลอยากได้คือ ไม่ก้าวร้าว สุภาพ ตั้งคำถามตรงประเด็นที่วางไว้ ไม่มีทัศนคติเชิงลบกับครม.ชุดปัจจุบัน ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ช่วงนี้ ที่รัฐบาลต้องการบุคคลที่สื่อสารแนวนโยบายรัฐบาลให้ชัดรวมทั้งตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วยท่าทีนุ่มนวล ไม่แข็งกร้าว ชี้แจงข่าวสารแบบตรงประเด็น

สำหรับโฆษกรัฐบาลในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ น.ส.ฐิติมา ฉายแสง น.ส.ศันศนีย์ นาคพงศ์ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ที่ถูกเปลี่ยนตัวบ่อย เป็นเพราะผลงานยังไม่โดนใจคนแวดล้อมนายกฯ มีบางช่วงที่แกนนำรัฐบาลที่ดูแลด้านภาพลักษณ์ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ถึงขั้นต้องปิดห้องประชุม เรียกโฆษกรัฐบาลและคณะมาหารือเครียดกันหลายชั่วโมงมาแล้ว ในที่สุดก็มีการเปลี่ยนโฆษกรัฐบาลเป็นระยะ

โดยเฉลี่ยแล้วโฆษกรัฐบาลยิ่งลักษณ์แต่ละคน จะมีอายุการทำงาน 4-6 เดือน หากไม่ผ่านการทดลองงาน ก็จะขยับให้ไปรับหน้าที่ใหม่ เช่น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการรมว.คมนาคม กรณี นพ.ทศพร ก็ไม่ต่างกัน เหตุที่ถูกขยับไปเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วยงานสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ ว่ากันว่า เพราะทำงานไม่โดนใจคนบนตึกไทยคู่ฟ้า

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ใครบางคนบนตึกไทยคู่ฟ้า ก็สั่งถอดรายการของสำนักโฆษกฯ ชนิดสายฟ้าแลบ โดยทีมงานไม่รู้ตัวล่วงหน้าและไม่มีการแจ้งเหตุผลใดๆ ในการ "ถอด"ครั้งนี้ ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่า ใครบางคนไม่แฮปปี้ และเตรียมส่ง "ทีมงานของตัวเอง" เข้ามาดำเนินการแทน เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ คล้ายกับช่วงปี 2544-2549 ช่วงที่รัฐบาลไทยรักไทยรุ่งเรือง ยามนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ก็เปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งโฆษกบางคนก็ได้ตำแหน่งมาแบบต่างตอบแทน บางคนก็ถูกดึงเข้ามากู้สถานการณ์ที่ค่อนข้างย่ำแย่ในช่วงนั้นของรัฐบาล

โฆษกรัฐบาลในยุค "ไทยรักไทย 1" ได้แก่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ถัดมาคือ น.ต.ศิธา ทิวารี และนายจักรภพ เพ็ญแข พอยุครัฐบาลไทยรักไทย 2 ก็เป็น พล.ต.อ.เฉลิมเดช ชมพูนุท นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โดยเฉลี่ยวาระในการดำรงตำแหน่งประมาณคนละปีเศษ ซึ่งบางคนก็ได้งานโฆษกรัฐบาล ก่อนก้าวกระโดดไปเป็นใหญ่เป็นโต

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตำแหน่งโฆษกรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งแจ้งเกิดนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่างสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย คนที่แจ้งเกิดได้เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือย้อนไปไกลกว่านั้น สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ข้าราชการประจำที่เป็นคนรุ่นใหม่จะเข้ามาช่วยชี้แจงแทนคนการเมือง เช่น นายสุวิทย์ ยอดมณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ส่วน รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ก็มีนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ และนายมนตรี เจนวิทย์การ แม้ในช่วงรัฐประหาร คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.ก็ยังใช้บริการของนักกฎหมายมือดีอย่าง นายวิษณุ เครืองาม

ต่อมายุคที่พรรคการเมืองต่างๆ ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาล คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีหรือแกนนำรัฐบาลก็จะมีโอกาสได้รับหน้าที่นี้ก่อนจะไต่ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี เช่นในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ก็ใช้ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มอบหน้าที่ให้ นายวราเทพ รัตนากร ส่วนรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ยกหน้าที่ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอรรคพล สรสุชาติ

ส่วนในช่วงหลังที่การเมืองแรงขึ้นเรื่อยๆ ตำแหน่งนี้จึงกลายเป็นของร้อน ที่ใครก็ไม่อยากขึ้นมาเป็นหนังหน้าไฟ แม้บางรายหวังจะใช้เป็นบันไดไปสู่ตำแหน่งใหม่ทางการเมืองก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่เสมอตัว ขณะที่บางคน"เสียรังวัด"ไปไม่น้อย เช่นในช่วงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่มอบหน้าที่ให้ นพ.ยงยุทธ มัยลาภ และนายไชยา ยิ้มวิไล
ในยุครัฐบาลพลังประชาชน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามา เช่น พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มอบหมายให้นายปณิธาน วัฒนายากร รับผิดชอบ

การเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งสูงมากขึ้นทุกที ฉะนั้นกระบอกเสียงรัฐบาลจึงต้องทำงานหนัก บางรายประสบการณ์ยังไม่มากพอ ที่จะรู้ว่าอะไรควรชี้แจงหรือไม่ควรตอบโต้ และเมื่อผิดพลาดก็ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์รัฐบาล ภารกิจของโฆษกรัฐบาลคนใหม่ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะงานอย่างนี้ ทำดีก็แค่เสมอตัว ถ้าพลาดพลั้งก็เสี่ยงถึงขั้นเสียอนาคต

ถ้าเป็นสไตล์ของนายกฯหญิง ที่มักจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่เป็นประเด็นร้อนๆ เพื่อลดกระแส ฉะนั้นโฆษกรัฐบาล ก็ต้องทำหน้าที่แทนทั้งผู้นำและรัฐบาลในการทำความเข้าใจกับสังคม ยิ่งสถานการณ์การเมืองจากนี้ไปที่จะร้อนแรงขึ้นทุกที ก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะมาไม้ไหน