กบอ.แจงพ.ค.รู้เทคนิคจัดการน้ำก่อนเปิดซอง

กบอ.แจงพ.ค.รู้เทคนิคจัดการน้ำก่อนเปิดซอง

รัฐบาลส่งทีมกฎหมาย"กบอ."ชี้แจงซ้ำคาดปลายพ.ค.นี้จะได้ผลด้านเทคนิคของผู้ยื่นซองประมูลบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

รายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"ช่วงที่สอง มีการเชิญนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย และนายอัชพร เลขาธิการกฤษฎีกา และ นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการ (สบอช.) พูดคุยถึงโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

นายสุพจน์ กล่าวถึง โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ว่าตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ มีการตั้งคณะกยอ. เพื่อกำหนดนโยบายเป็นยุทธศาสตร์ จากนั้น กยน.ก็นำยุทธศาสตร์มาทำเป็นแผนแม่บท ในการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขน้ำท่วมและภัยแล้งของประเทศไทย โดยอิงลักษณะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปี 2554 และปี 2485 ซึ่งเป็นช่วง 100 ปี มาเป็นตัวอ้างอิงว่า ถ้าจะออกแบบโครงการต่างๆ ต้องไม่ให้น้ำท่วมในลักษณะนั้นเกิดขึ้นอีก จากนั้นกำหนดกรอบว่ารัฐบาลควรจะทำอะไรบ้าง ทั้งในเรื่องของสังคม เรื่องวิศวะกรรม เรื่องของประชาชน

เลขาธิการสบอช. กล่าวว่า คณะกบอ.ที่มีนายปลอดประสบ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็รับแผนแม่บทมาทำเป็นแผนปฏิบัติการ 2 ส่วน คือ 1.ระยะเร่งด่วนรับมืออุทกภัยปี 2555 ซึ่งผ่านมาแล้ว มีการขุดลอกคูคลองหนอกบึง คันปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ลงเงินไป 3 หมื่นกว่าล้านบาท และ 2. ระยะยั่งยืน มีแผนการในการกู้เงินโดย นำแผนแม่บททั้งหมดมาสรุปและมาดำเนินการ โดยใช้เวลา 5 ปี วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ในวงเงินนี้ 1 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องของอนาคตประเทศตัดออกไป เป็นของน้ำจริงๆประมาณ 3.4 แสนล้าน และมีการปรับอีกครั้ง เงินทั้งหมดที่ใช้ คือ 3.1 แสนล้าน ณ ปัจจุบันนี้

นายสุพจน์ กล่าวว่า ในระดับปฏิบัติ ทำ 2 ระดับ คือ 1.เชิญชวนผู้สนใจที่มีความรู้ ทั้งในและต่างประเทศมารับเอกสารข้อเสนอแนวคิด ใช้เวลา 3 เดือน ถ้าแต่ละประเทศหรือแต่ละผู้เชี่ยวชาญมาดู อาจมาวิเคราะห์ในการทำเพิ่มหรือลดได้ พร้อมเสนอเป็นกรอบแนวคิดของแต่ละกลุ่มที่เสนอมาดู เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละกลุ่ม แต่ละประเทศ ซึ่งกระบวนการผ่านมา 6 เดือน เอากรอบที่ดีที่สุดมานั่งทำทีโออาร์ คือ ออกแบบชัดๆเลยว่าในแต่ละเรื่องจะต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น เขื่อน ฟลัดเวย์

ด้านนายอัชพร กล่าวถึง กรณีกลุ่มบุคคลร้องต่อศาลปกครอง ให้ระงับโครงการบริหารจัดการน้ำว่า รัฐบาลทราบดีอยู่แล้วว่ามีเรื่องอะไร ที่ต้องทำรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้าง ทั้งนี้สิ่งที่เดินหน้ามาแต่ต้นจนถึงวันนี้ หลังจากน้ำเริ่มซาลง รัฐบาลก็มาตั้งคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมปีถัดไป หรือในปีอื่นๆตลอดไป ก็ไปเชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคิดให้ ก็มาถึงที่มาการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ ที่มีการพูดกันหรือมีการฟ้องกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะเป็นเพียงข้อเสนอของคณะกรรมการกลุ่มนั้นต่อรัฐบาลว่า จะเริ่มต้นทำงานอย่างไร โดยสิ่งที่เสนอได้กำหนดเป็นหัวข้อ และมีหน่วยงานไหนที่ควรจะที่รับไปดำเนิน โดยไม่มีรายละเอียด จึงเป็นเพียงแนวทางภายในของภาครัฐว่าควรจะทำงานอย่างไรต่อไป

เลขาธิการกฤษฎีกา กล่าวว่า จากนั้นรัฐบาลตั้งกบอ.เป็นตัวทำงานในการบริหารจัดการน้ำทั้งหมด ระยะแรกกบอ.ให้ทุกหน่วยงานเสนอโครงการเข้ามา ก็มีความซ้ำซ้อน และวงเงินรวมแล้วก็เกิน 3.5 แสนล้านบาท ดังนั้นกบอ.ก็เลยต้องคิดใหม่และรื้อใหม่หมด โดยต้องระดมความคิดเห็นของคนไทยและต่างประเทศช่วยกันวางวิธีการนำน้ำที่เหลือต้องท่วม ออกไปว่าจะทำอย่างไร ตอนเสนอก็มีการแจกจ่ายเอกสารไป คนรับไปเป็นพันก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าจะเดินหน้า แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไร ต่อมาก็ถึงขั้นตอนทีโออาร์ที่จะเลือกคนที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุด และน่าจะพอรับได้ของกลุ่มไหน ทุกกระบวนการเป็นแค่แนวความคิด ยังไม่รู้ว่าตอนนี้จะทำอะไรที่นี่ ต่อเมื่อรู้แน่นอนถึงต้องไปถามคนที่จะได้รับผลกระทบ เช่น ทำอ่างเก็บน้ำ จะทำตรงไหนถึงจะเอาตรงนี้ไปถามชาวบ้านเขาได้

ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า มีการตั้งคำถามว่าการรับฟ้องของศาลหมายความว่าอย่างไร นายอัชพร กล่าวว่า ในกระบวนการพิจารณาของคดีปกครอง พอยื่นฟ้องมาและขอคุ้มครองชั่วคราวมาด้วย อันดับแรกศาลจะดูเรื่องคุ้มครองชั่วคราวก่อน เนื้อหายังไม่ไต่สวน ก็ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาชี้แจงศาลก็บอกว่ายังไม่จำเป็นต้องคุ้มครอง ส่วนคำฟ้องก็เก็บไว้ดูภายหลัง

ขณะที่นายธงทอง ชี้แจงเสริมขึ้นว่า เป็นเรื่องปกติที่ศาลจะแยก 2 ขึ้นตอนออกจากกัน คือ เรื่องการไต่สวนเพื่อจะความฉุกเฉินเร่งด่วนว่า ควรคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งกระบวนการที่เป็นคดีหลักก็ต้องรับฟ้องไว้ก่อน เพราะยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย ทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทางราชการ ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย ก็พูดกันว่าฉุกเฉินไม่ฉุกเฉินเป็นสาระสำคัญ ก็ต้องอธิบายต่อไปกันในภายหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ 3พ.ค.ก็มีการเปิดประมูล พวกที่รับการบ้านไปเมื่อ 19 มี.ค. ก็นำมาส่งการบ้านกัน

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า เอกสารฟังดูเยอะแต่ก็ไม่น่าตกใจจนเป็นลม แต่สาเหตุที่เยอะเพราะเราขอต้นฉบับบวกสำเนาด้วย เพื่อที่เราจะช่วยกันอ่าน 50 คน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ น้ำ สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ สภาพัฒน์ ดูความถูกต้องทางกฎหมาย อะไรต่างๆ ชุดหนึ่งก็มากพอสมควร เราไม่ต้องมาสำเนาเอง ไม่เปลือง เช่น ค่าถ่ายเอกสารก็เป็นล้าน แต่เราไม่ได้ทำเอง ให้เขาทำมา เมื่อวานก็รับไว้ที่ห้องที่โรงตีแบดเก่าของทำเนียบเก็บไว้ ไม่ให้นำเก็บไปบ้าน ถ้าจะอ่านก็มีเจ้าหน้าที่ไปเบิกเอกสารมาที่ห้องอ่าน มีกล้องวงจรปิดดูว่าใครอ่านบ้าง ประมาณไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์จะอ่านแล้วเสร็จ ไปถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพ.ค. ก็จะมีข้อรายงานจากคณะอนุกรรมการทางเทคนิคมา คิดว่าสัปดาห์ท้ายของเดือนพ.ค. จะรับรายงานทางเทคนิคมาแล้ว เป็นเงื่อนไขแต่ต้นว่าถ้าได้คะแนนทางเทคนิคเกินกว่าร้อยละ 80 ถือว่าผ่าน จากนั้นก็จะนำคนที่ได้คะแนนสูงสุดมาดู ซองราคาก็จะยังไม่เปิดก่อน เมื่อดูว่าผ่านแล้วก็จะเชิญมา และดูในซองราคาเพื่อต่อรอง

“วันนี้มีคนสงสัยว่าทำไมผมไม่บอกราคากลาง ว่าจะใช้เงิน 3.5 แสนล้านอย่างไร ก็ผมไม่รู้ว่าเพราะจะให้เขาเสนอว่ามีการทำอะไรบ้าง ต้องดูคนที่เสนอว่าเขาจะทำอะไร ราคาเท่าไหร่ ถ้าผมรู้แล้วว่าเขาจะทำอะไร ก็จะบอกราคากลางได้ เมื่อเจรจาก็จะมีการต่อรองกัน สมมุติว่ารายที่ 1 ตกลงกันได้ก็จบ หรือสมมุติว่าตกลงราคากันไม่ได้ ก็เปิดซองรายที่ 2 เขาไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องเพราะเขียนกำหนดไว้อยู่แล้ว หวังว่าการเจรจาปลายพ.ค.อย่างช้าก็อาจจะเป็นต้นมิ.ย. แต่ยังไม่เซ็นสัญญาเลย เพราะต้องรายงานไปยังกบอ. และครม. จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการทำสัญญา และร่างสัญญา ต้องเอาสิ่งที่ตกลงกันได้แล้วมาแปลงเป็นเอกสารในสัญญา มีกระบวนการทำงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมถึงไปกราบเรียนตุลาการไปว่า ยังไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างแน่นอน เพราะเนื่อหาสระยังมีกระบวนการทางเทคนิคอยู่มาก จึงไม่มีทางเร็วกว่า 2 เดือน ส่วนในระหว่างนี้ก็จะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ในจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อความชัดเจนต่อไป

นายสุพจน์ กล่าวว่า เมื่อประกาศผู้ชนะแล้วเราจะรู้เส้นทางชัดเจนเลย ซึ่งจะรุบุไว้ในทีโออาร์เลยว่าต้องทำทั้งหมดในอีไอเอและเอชไอเอ อยู่ที่เงื่อนเวลาว่าเหมาะสมที่ตรงไหน

ผู้ดำเนินรายการ ถามถึงการเวนคืนที่ดิน นายธงทอง กล่าวว่า 1. ที่ดินที่ได้รับผลกระทบซึ่งเป็นที่หลวง ที่ไม่มีหน่วยราชการใดใช้ประโยชน์อยู่ ไมมีชาวบ้านไปบุกรุกนั้น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะไปขออนุญาติ 2. ที่ดินที่ได้รับผลกระทบซึ่งเป็นที่หลวง ที่มีคนใช้ประโยชน์ เช่น เป็นที่ตั้งของโรงเรียนก็จะหาทางเยียวยาดูแล หากบริษัทที่เสนอราคาต้องทำเรื่องเสนอราคามาด้วย 3. ที่ชาวบ้าน เป็นอำนาจของรับที่จะเวณคืน ทุกคนตระหนักและเข้าใจดี รัฐจะเป็นฝ่ายออกกฎหมายเวณคืน จ่ายเงินชดเชยตามกระบวนการและเงินค่าเวณคืน ก็มาหักจากยอดเงินที่จะจ่ายให้บริษัท ซึ่งต้องบอกว่าค่าบริหารจัดการที่ดินเพื่อทำโคงการ เป็นเท่าไหร่ก็จ่ายในวงนั้น

ผู้ดำเนินรายการถามถึงการถอนตัวของบริษัทญี่ปุ่น นายสุพจน์ กล่าวว่า ทางญี่ปุ่นได้เสนอมาภายใต้กรอบแนวคิดว่า ใน 5 ปีทำไม่ได้ ขอเป็น 20 ปี และราคา1.2 แสนล้านทำไม่ได้ ต้องทำ 3.9 แสนล้าน ซึ่งเกินวงเงินที่กำหนดไปเยอะมาก รวมทุกอย่างแล้วเกินไปประมาณเท่าตัว แต่ไม่ใช่ปัญหาเพราะถ้าญี่ปุ่นใช้ระบบเทคโนโลยี่มาช่วย ใช้ค่าแรงของคนไทยมาปรับทำได้ แต่สุดท้ายหลังจากได้หารือกันแล้วภายในก็ออกจดหมายมาฉบับหนึ่งว่า ขอบคุณรัฐบาลให้เกียรติทุกอย่าง ในการคัดเลือกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่ก็ขอแสดงความเสียใจที่ถอนตัว แต่ยินดีที่จะร่วมมือทางเทคนิควิชาการในอนาคต

ผู้ดำเนินรายการถามถึงการดูแล กำกับให้โปร่งใสจะทำอย่างไร นายอัชพร กล่าวว่า เรามองตั้งแต่แรกว่าเป็นโครงการใหญ่ ถ้าจะใช้ระเบียบพัศดุหน่วยงานเดียวไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง การกำกับก็จะไม่มีการเชื่อมโยงของแผนก็ไม่มี ดังนั้นจึงต้องรวมทุกหน่วยงานเข้ามา เพราะฉะนั้นหน่วยงานแต่ละชุดจึงต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาดูแลตลอด จึงเชื่อมั่นได้ว่าครั้งนี้ไม่ได้เป็นการทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณดูตั้งแต่ต้น กรมบัญชีกลางดูว่าจะปล่อยเงินได้หรือไม่ การทำงานก็จะมีการกรองเป็นกลุ่มคนเป็นร้อยๆพันๆคน

ส่วนที่จะมีการแจกหนังสือปกเขียวนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า พิมพ์รายละเอียดตั้งแต่ต้นตั้งแต่น้ำท่วมในปี 2554 จนจบทั้งหมดรวม 11 หน้า