มหากาพย์สมาร์ทการ์ด ประมูลจนบัตรขาด

มหากาพย์สมาร์ทการ์ด ประมูลจนบัตรขาด

มหากาพย์สมาร์ทการ์ด ประมูลแล้วประมูลอีกจนบัตรขาด "บริษัทไทยทรานสมิสชั่นฯ"จัดส่งไม่ทันตามสัญญา เลยเร่งอีกบริษัทผลิตให้ ยัน 7 พ.ค.ได้ใช้

จากกรณีนายสถาพร ศิริภักดี รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมการปกครอง ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งงานมายังผู้ว่าราชการทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร บริษัทผู้รับจ้างจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้กับกรมการปกครอง ไม่สามารถจัดส่งวัสดุบัตรได้ตรงตามเวลาในสัญญาทำให้บัตรประจำตัวประชาชนขาดแคลน และส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน และเพื่อให้การบริการประชาชนเป็นสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จึงให้ทุกอำเภอออกใบรับ บป.2 หรือ บัตรเหลือง ตามระยะเวลาที่กำหนด 30 วัน ให้กับประชาชนนำไปใช้ในการติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ไปก่อน รอจนกว่าบริษัทจะจัดส่งมาให้

นายธวัชชัย ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานทะเบียน (สน.บท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาภารระกิจจัดหาบัตรสมาร์ทการ์ดเป็นของกระทรวงไอซีที ต่อมาได้มอบภารกิจให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยในช่วงปลายปี 2554 แต่ไม่ได้ให้งบประมาณมาด้วย กรมการปกครองจึงได้ดำเนินการหาเงินได้งบประมาณมากลางปี 2555 แล้วดำเนินการจัดซื้อในช่วงเมษายน โดยการจัดซื้อที่รับมาจากกระทรวงไอซีทีนั้นเป็นการประมูลทางอิเล็กโทรนิกหรืออีอ็อกชั่น ที่เสนอวงเงิ341,937,957 บาท จำนวน 9,856,960 ใบ ตกใบละ 34.69 บาท รวมถึงวต้องใช้เวลา 540 วัน จึงจะได้รับบัตร จึงได้จัดอีกอ็อกชั่นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนระหว่างการดำเนินการกรมการปกครองจึงได้จัดซื้อบัตรฯ โดยวิธีพิเศษ จำนวน 3,900,00 ใบ โดยจัดซื้อบัตรฯ จากบริษัท วี-สมาร์ท จำกัด ซึ่งได้เสนอราคาต่ำสุดราคาใบละ 25.50 บาท เพื่อให้มีบัตรฯ ใช้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน 2556

ทั้งนี้ เมื่อดูผลอีอ็อกชั่นปรากฏว่า มีผู้เสนอราคาต่ำสุดบัตรละ 27.90 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่กรมการปกครองได้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษและมีคุณลักษณะเดียวกันรมการปกครองจึงได้ประกาศยกเลิกการประกวดราคาจัดซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งได้หารือกรมบัญชีกลางเพื่อขอจัดซื้อบัตรฯ จำนวนดังกล่าวด้วยวิธีพิเศษ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดหาบัตร เป็นไปด้วยความรวดเร็ว

โดยระหว่างรอผลการพิจารณา กรมการปกครองจึงได้จัดซื้อบัตรจำนวน 1,900,000 ใบ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 กับบริษัทไทย ทรานสมิชชั่น อินดัสทรี จำกัด ซึ่งเสนอราคาต่ำสุดบัตรละ 20.96 บาท โดยกำหนดส่งมอบบัตรฯ งวดแรกภายในวันที่ 25 เมษายน 2556 จำนวน 950,000 ใบ และงวดที่สองภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2556 อีกจำนวน 950,000 ใบ แต่บริษัทฯ ไม่สามารถส่งบัตรฯ ในงวดแรกได้ตามสัญญา ทำให้ขาดบัตรฯ ที่จะต้องจัดส่งให้สำนักทะเบียนต่าง ๆ ตามแผนการที่กำหนดไว้ และคาดว่าบริษัทฯ ดังกล่าวจะไม่สามารถส่งบัตรฯ ให้กรมการปกครองได้ตามสัญญา

ต่อมากรมการปกครองได้รับความเห็นชอบให้จัดซื้อบัตรฯ โดยวิธีพิเศษ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 โดยจัดซื้อจากบริษัท ดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด ซึ่งเสนอราคาต่ำสุด บัตรละ 18.541 บาท กำหนดส่งมอบบัตรฯ งวดแรก 3,000,000 บัตร ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 กรมการปกครองจึงได้เร่งรัดให้บริษัทฯ ส่งบัตรฯ จำนวนดังกล่าว ซึ่งบริษัทฯ ได้ทยอยส่งบัตรฯ ให้กรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไป

"ขณะนี้บริษัทได้ทยอยส่งมาทางกรมการปกครองก็ต้องทยอยไปให้ ซึ่งบางอำเภอที่อยู่ไกลสามารถออกใบแทนไปก่อนได้หรือสามารถไปทำอำเภอข้างเคียงที่มีบัตรอยู่ก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนพื้นที่ กทม.หรือ 3 จังหวัดที่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรเป็นพิเศษ ดังนั้นใน 2 พื้นที่จะไม่ขาดแน่นอนจะมีบัตรไปเติมอยู่ตลอด อย่างไรก็ตามกรมการปกครองต้องขออภัยในช่วง 1-2 วันนี้สำนักทะเบียนอาจมีปัญหาปัญหาติดขัดบ้าง แต่ขอยืนยันว่า ในวันอังคารที่ 7 พ.ค.2556 นี้สำนักทะเบียนทั่วประเทศจะอยู่ในภาวะปกติแน่นอน "นายธวัชชัยกล่าว

ทั้งนี้ นายธวัชชัยยังชี้แจงว่าที่บัตรประชาชนลดลงอย่างรวดเร็วนั้น มีเหตุผลหลายประการประกอบด้วย กฎหมายกำหนดให้เด็กตั้งแต่7 ขวบมีบัตรประชาชน เป็นผลให้ มี 6.4 ล้านคน ต้องขอมีบัตรใหม่ นอกจากนี้ระหว่างปี 2553- 2555 ครื่องผลิตบัตรฯ ของสำนักทะเบียนทั่วประเทศมีสภาพชำรุด เนื่องจากการใช้งานมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นเวลานานกว่า 8 ปี ส่งผลให้การพิมพ์บัตรมีบัตรเสีย ปัจจุบันได้เปลี่ยนเครื่องผลิตบัตรฯ ทุกสำนักทะเบียนแล้ว และ ประชาชนขอมีบัตรกรณีบัตรหายและบัตรชำรุด มีอัตราสูงประมาณปีละ 3,000,000 บัตร