ศาลรธน. มีมติเสียงข้างมาก รับคำร้อง"สมเจตน์"ปมแก้รธน.ม.68 ขัดรธน.หรือไม่ พร้อมให้ส.ว.ขยายเวลา ยื่นคำชี้แจงปมคำร้อง"สมชาย"ภายใน 15 พ.ค.นี้
นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องกรณีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามมาตรา 68 ว่านายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กับส.ส.และส.ว. รวม 312 คน กระทำการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตัดสินของบุคคลในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ ภายหลังได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ .. พ.ศ..... ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดำร้องดังกล่าว แล้วเห็นว่า คำร้องต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาวินิจฉัย พ.ศ.2550 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งรับไว้เป็นคำร้อง
ส่วนคำขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่ปรากฏมูลอันเป็นเหตุฉุกเฉิน จึงมีคำสั่งให้ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้ผู้ร้องทำสำเนาคำร้องส่งต่อศาล จำนวน 312 ชุด เพื่อส่งให้ผู้ถูกร้อง เพื่อให้ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจ
นอกจากนี้ ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญยังพิจารณา กรณีที่ส.ส.และส.ว. 312 คน ไม่ได้รับหนังสือของศาลรัฐธรรมนูญที่ขอให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และคำร้องของนายบวร ยสินทร กับคณะ ไว้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเห็นว่า การที่ศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องตามหลักเกณฑ์ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 31 และ ข้อ 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 จึงถือได้ว่าได้ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องโดยชอบแล้ว ศาลสามารถดำเนินกระบวรการพิจารณาต่อไปได้ ซึ่งในกรณีนี้ ได้มีส.ว. 46 คน ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและศาลมีคำสั่งอนุญาต โดยให้ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายในวันที่ 15 พ.ค. นี้ หากไม่ส่งภายในระยะเวลาที่กำหนดถือว่าไม่ติดใจ
ทั้งนี้ นายพิมล ยังกล่าวด้วยว่า การประชุมในวันนี้ คณะตุลาการไม่ได้มีการพูดคุยถึงการชุมนุมกดดันให้ตุลาการยุติการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงไม่ได้พูดคุยถึงกรณีที่ส.ส.และส.ว.จำนวนหนึ่ง มีมติไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งนี้หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาตามรัฐธรรมนูญแล้วมีผลผูกพันให้ทุกองค์กรต้องปฏิบัติ ซึ่งการที่ส.ส.และส.ว.จะไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตุลาการก็สามารถพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ส่วนประโยชน์จะไปตกกับใครนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม การประชุมในวันนี้ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งขอลาประชุมเนื่องจากป่วยก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถูกกดดันจากการชุมนุม หรือเป็นเพราะนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว. ได้ไปยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการทำหน้าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายวสันต์ และตุลาการทั้งคณะไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยที่ประชุมได้เลือกนายจรูญ อินทรจาร เป็นประธานในที่การประชุมแทน ส่วนที่เดิมคณะตุลาการตั้งใจจะไปประชุมที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหลังเก่า แต่กลับเปลี่ยนมาประชุมที่สำนักงานปัจจุบันนั้น เนื่องจากเห็นว่า ที่นี่สะดวกในการประชุม
เมื่อถามว่า กรณีที่มีการระบุว่า มติที่รับคำร้องของนายสมชายไว้พิจารณาวินิจฉัย เป็นแค่ 3 ต่อ 2 ถือว่าไม่เหมาะสม นายพิมลกล่าวว่า การพิจารณาเป็นไปตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาวินิจฉัย พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า ตุลาการ 5 คน ก็ถือเป็นองค์คณะในการพิจารณาได้





