วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้องศาลปค.เพิกถอนข้อบังคับปธ.ศาลฎีกา

ทนายความร้องศาลปกครอง เพิกถอนข้อบังคับประธานศาลฎีกา ระบุถูกลิดรอนสิทธิ-ครอบงำให้ทนายต้องมีสังกัด

นายไสว จิตเพียร อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษสภาทนายความ เป็นตัวแทนทนายความทั่วประเทศ และประธานสภาทนายความจังหวัด 108 แห่ง ยื่นฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนข้อบังคับประธานศาลฎีกา ซึ่งทนายความเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของทนายความและประชาชน เนื่องจากประธานศาลฎีกาได้ออกข้อบังคับเกินเลยไปจากพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนด และยังขัดต่อพ.ร.บ.ทนายความด้วย

นายไสว กล่าวว่า ข้อบังคับประธานศาลฎีกา กำหนดให้ทนายความที่จะมีสิทธิรับว่าความคดีเด็กและเยาวชนต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา การสังคมสงเคราะห์ และความรู้อื่นๆ เมื่ออบรมแล้วยังต้องผ่านการสอบและขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตเป็นที่ปรึกษากฎหมายร่วมแก้ไขเยาวชน และที่ปรึกษาร่วมแก้ต่างคดี โดยใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี หากที่ปรึกษากฎหมายกระทำผิดอาญาร่วมถึงคดีลหุโทษ และคดีหมิ่นประมาทจะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งถือว่าเป็นบทลงโทษที่รุนแรงมาก ข้อบังคับประธานศาลฎีกาจึงเป็นการใช้อำนาจที่เกินเลย และครอบงำทนายความซึ่งเป็นวิชาชีพอิสระ ซึ่งมีสภาทนายความดูแลและควบคุมกันเองอยู่แล้ว ไม่ควรต้องอยู่ภายใต้สังกัดของหน่วยราชการใด ขณะเดียวกันประชาชนที่บุตรหลานต้องคดีอาญาก็จะได้รับผลกระทบจากการไม่สามารถเลือกทนายที่ไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษากฎหมายได้

นายไสว กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสภาทนายความก็ได้จัดการศึกษาอบรมเกี่ยวกับกับการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนเป็นประจำอยู่แล้ว ที่ผ่านมาสมาชิกสภาทนายความที่ได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชนในทุกประเภทคดีด้วยดีตลอดมา ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ที่สังกัดอยู่ในองค์กรของรัฐ ในวันนี้หลังจากที่ได้ยื่นฟ้องที่ศาลปกครองกลางแล้ว ยังได้มอบหมาให้ประธานสภาทนายความจังหวัดทั่วประเทศยื่นฟ้องพร้อมกันต่อศาลปกครองจังหวัดด้วย นอกจากนี้ในคำฟ้องยังได้ร้องขอให้ศาลปกครองส่งประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กรณีข้อบังคับของประธานศาลฎีกาที่ออกมาขัดกับกฎหมายอื่นๆด้วย

ด้านนายนายสมพร ดำพริก ประธานสภาทนายความจังหวัดมีนบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาทนายได้ประสานและขอความร่วมมือเป็นการภายในไม่ให้ทนายความเข้าอบรมตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา แต่ก็ยังมีทนายที่ เป็นทนายฝึกหัดเข้าไปรับการอบรมบ้าง รวมทั้งยังมีนักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักจิตวิทยาเข้ารับการอบรมเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ทำให้มีข้อกังวลว่า ประชาชนที่บุตรหลายต้อคดีอุกฉกรรจ์ จะไม่สามารถเลือกทนายที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญในคดีอาญาเข้าไปต่อสู้คดีได้