ดีเอสไอพบหลักฐานพีซีซี ฉ้อโกงแบงก์ออมสิน ปลอมเอกสารตรวจรับงาน 53 ฉบับ เบิกเงินค่างวดงานสร้างโรงพักทดแทนรวม 579 ล้าน
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 56 พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีฉ้อโกงกับบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ตามที่ธนาคารออมสินร้องเรียนสืบเนื่องจากการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ดีเอสไอได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อประสานขอหลักฐานมาประกอบการดำเนินคดีฉ้อโกงซึ่งจะแยกสำนวนออกจากคดีฉ้อโกงในส่วนบริษัทผู้รับเหมาช่วง
ทั้งนี้จากหลักฐานที่ธนาคารออมสินส่งมอบให้พบว่าบริษัท พีซีซีฯ ปลอมแปลงเอกสารตรวจรับงานเพื่อนำมาเบิกค่างวดงาน หรือนำเอกสารจากโครงการอื่นมาเบิกค่างวดงานจากโครงการโรงพักทดแทน เบื้องต้นพบมีการใช้เอกสารตรวจรับงานที่ทำปลอมขึ้นเพื่อเบิกเงินมากถึง 53 งวด จากการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 391แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 579 ล้านบาท
ขณะที่ธนาคารเปิดให้เบิกเงินกู้เกินบัญชี (OVER DRAFT)ได้ในวงเงิน 600 ล้านบาท ซึ่งเอกสารที่มีการนำมาอ้างเพื่อเบิกงวดงานนั้นจากการตรวจสอบพบว่า มีการลงนามของผู้ตรวจรับงานหลายฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา เจ้าของพื้นที่ ผู้กำกับสน. และรองผู้กำกับ รวมถึงคณะกรรมการอื่นๆ ซึ่งบางรายเป็นการลงนามทั้งที่ไม่ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการจริง เนื่องจากไม่ตรงกับรายชื่อคณะกรรมการที่เป็นต้นฉบับ นอกจากนี้การลงนามโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นกรรมการตัวจริงแล้วตัวเอกสารแบบฟอร์มตรวจรับงานก็ยังไม่ใช่ของจริง ซึ่งการปลอมแปลงเอกสารเบิกค่างวดงานเกิดขึ้นตั้งแต่การเบิกรับเงินงวดแรก
พ.ต.ท.ถวัล กล่าวอีกว่า หลังได้เอกสารการตรวจรับงานที่ปลอมขึ้นครบทุกงวดแล้วดีเอสไอจะนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นรายงวดเพื่อเทียบกับปริมาณงานที่ทำจริง เนื่องจากพบว่าการก่อสร้างหลายแห่งงานไม่คืบหน้าแต่มีเอกสารการตรวจรับงานมาเบิกค่างวดงานจากธนาคารออมสินไปแล้วถึง 9 งวด
รวมถึงการตรวจสอบไปยังรายชื่อผู้ลงนามการตรวจรับงานด้วยว่าตรงกับคณะกรรมการจริงหรือมีการสอดแทรกรายชื่อบุคคลภายนอกจำนวนเท่าใด ทั้งนี้นอกจากการดำเนินคดีฉ้อโกงแล้วถือว่าบริษัท พีซีซีฯยังกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารเพิ่มเติมด้วย
พ.ต.ท.ถวัล กล่าวถึงการส่งสำนวนคดีฉ้อโกงในส่วนผู้รับเหมาซึ่งแจ้งข้อกล่าวหากับผู้บริหารบริษัท พีซีซีฯไปครบถ้วนแล้วว่า ขณะนี้ได้สรุปสำนวนเสร็จสิ้นไปแล้ว เหลือเพียงการรอเอกสารที่เกี่ยวข้องในส่วนของสตช.คือเอกสารการยกเลิกสัญญาก่อสร้างอย่างเป็นทางการมาประกอบสำนวนให้ครบถ้วนเท่านั้น ส่วนคดีฮั้วประมูลต้องรอให้สตช.สรุปข้อมูลค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นหลังยุติสัญญาให้ได้ก่อน





