นักวิชาการ ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยง "แก้รธน.-นิรโทษฯ-กู้ 2 ล้าน ล." เป็นระเบิดเวลารัฐบาล คาดหากกระเพื่อมมีเปลี่ยนตัวนายกฯ "จำนำข้าว"จุดเสี่ยงปท.
วานนี้ (27 เม.ย.) ที่ห้อง 2201 ชั้น 22 ศูนย์ศึกษาวิภาวดี ถนนวิภาวดีรังสิต ศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองรอบใหม่" โดยมี นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง นายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ร่วมวงเสวนา
นายเมธี กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลบางเรื่องมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งปลายปีที่ผ่านมา ภายหลังหมดวาระการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้กลับไปสอนหนังสือที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พบว่ามีคณาจารย์เข้าชื่อทำหนังสือร้องเรียนไปที่ศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลยุตินโยบายจำนำข้าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความวิตกต่อความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจไทย ถือเป็นภาวะสุดแสนจะทนทาน
"ผมเป็นผู้ให้ข้อมูลกับอาจารย์เหล่านี้ สมัยผมเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีคนร้องเรียนเรื่องนี้เป็นร้อยคดี จึงสงสัยว่าทำไมนโยบายเหล่านี้จึงมีการร้องเรียนการทุจริตเป็นจำนวนมาก หรือนโยบายจำนำข้าวเป็นเรื่องเสี่ยงของประเทศในระยะยาว"
นายเมธี กล่าวต่อว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในขณะนั้นได้ส่งหนังสือถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องนี้มีความเสี่ยงมาก เพราะการซื้อข้าวราคาสูงแต่การขายขาดทุน ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องแน่นอน ทำให้รัฐบาลมีข้าวอยู่ในสต็อกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน และต้องเสียคุณภาพลงเรื่อยๆ ความเสียหายของระบบก็พังไปหมด แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น
ทั้งนี้ ความเสี่ยงในแง่เศรษฐศาสตร์มีจำนวนมาก บวกกับระบบการซื้อขายข้าวต่างประเทศเป็นความวิตกอย่างยิ่ง เราไม่มีทางออกอื่นเพราะเป็นอำนาจทางการเมือง แต่นักวิชาการเห็นแล้วว่าจุดนี้เป็นจุดเสี่ยงที่สุดของเศรษฐกิจประเทศ ส่วนโครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท (เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ) หรือการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท (เพื่อพัฒนาโครงสร้างระบบการคมนาคมขนส่ง) ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน แต่สำหรับตนเองเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวมีความเสี่ยงมากที่สุด ไม่มีโครงการไหนในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยใช้เงินสูงถึง 4-5 แสนล้านบาท
เสียงข้างมากทำลายดุลการเมือง
ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า อยากพูดเรื่องความเสี่ยงของการเมือง เพราะตอนนี้มีการอธิบายความเสี่ยงบางอย่างของระบบใหญ่ มีการพูดเรื่องประชาธิปไตยกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีลักษณะประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม แต่บางมิติก็กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก ปรากฏการณ์ทุกวันนี้มีความเสี่ยง ประกอบด้วย นิติรัฐเริ่มมีปัญหา มีการทำลายกฎเกณฑ์บางอย่างโดยใช้เสียงข้างมากทั้งในสภาและนอกสภา หลายอย่างเริ่มไม่มีการถ่วงดุล
"ในส่วนของศาล ในประเทศอิตาลีมีความพยายามเล่นงานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทำไม่ได้เพราะประชาชนเเข็งแรงพอ" นายสมชาย ระบุ และว่า ขณะนี้ไทยยังมีความเสี่ยงด้านสังคม เพราะข้าราชการอ่อนแอ ทั้งที่ราชการต้องอยู่ตรงกลาง แต่สมัยนี้ราชการเสี่ยงเลือกข้างจนเป็นวัฒนธรรม ส่วนความเสี่ยงที่ยังไม่เห็นเป็นความเสี่ยง คือเรื่องการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
"ความอันตรายของประชานิยม จะอันตรายไปสู่การแยกขั้วเช่นเดียวกับประเทศเวเนซูเอล่า เรื่องค่าแรง 300 บาทเป็นการสั่นกระดิ่ง" นายสมชาย ระบุ





