วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้รธน.-นิรโทษฯ-กู้2ล้านล้านระเบิดเวลารัฐบาล

ม.รังสิตจัดเสวนา"ความเสี่ยงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รอบใหม่" ปม"แก้รธน.-นิรโทษฯ-กู้ 2 ล้านล้าน"ระเบิดเวลารัฐบาล

ศูนย์ศึกษาวิภาวดี ถนนวิภาวดีรังสิต ศูนย์วิจัยวัตกรรมสังคม วิทยาลัยวัติกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ"ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รอบใหม่" โดยมีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณะบดีวิทยาลัยวัตกรรมสังคม นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง นายเมธี ครองแก้ว อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 เป็นคณะผู้บรรยาย

นายเมธี กล่าวว่า ตนคงไม่เชี่ยวชาญที่จะพูดทุกเรื่อง แต่บางเรื่องคิดว่ามีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาภายหลังการเป็นกรรมการปปช.ได้กลับไปสอนหนังสือที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พบว่ามีคณะอาจารย์ได้เข้าชื่อทำหนังสือร้องเรียนไปที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลยุตินโยบายจำนำข้าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวิตกกับความเสี่ยงระบบเศรษฐกิจของไทย ถือว่าเป็นภาวะสุดแสนจะทนทานแล้ว โดยตนได้เป็นผู้ให้ข้อมูลกับอาจารย์เหล่านี้ ซึ่งสมัยตนเป็นปปช.ก็มีคนร้องเรียนเรื่องนี้เป็นร้อยคดีเช่นกัน จึงสงสัยว่าทำไมนโยบายเหล่านี้จึงมีการร้องเรียนการทุจริตเป็นจำนวนมาก หรือนโยบายจำนำข้าวเป็นเรื่องเสี่ยงของประเทศในระยะยาว

นายเมธี กล่าวต่อว่า ต่อมากรรมการปปช.ขณะนั้นได้ส่งหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าเรื่องนี้มีความเสี่ยงมาก เพราะการซื้อราคาสูงแต่การขายขาดทุนไม่ใช่วิธีถูกต้องแน่นอน ทำให้เรามีข้าวดูแลไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน ซึ่งต้องเสียคุณภาพเรื่อย ๆ และความเสียหายของระบบก็พังไปหมดแล้ว แต่ปปช.ก็ไม่มีอำนาจมาก ทั้งนี้ ความเสี่ยงแง่ของเศรษฐศาสตร์มีจำนวนมาก บวกกับระบบการซื้อขายข้าวต่างประเทศเป็นความวิตกอย่างยิ่ง เราไม่มีทางออกอื่นเพราะเป็นอำนาจทางการเมือง แต่นักวิชาการเห็นแล้วว่าจุดนี้เป็นจุดเสี่ยงที่สุดของเศรษฐกิจประเทศ ส่วนโครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท หรือการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ไม่มีโครงการไหนในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยใช้เงินสูง 4-5 แสนล้านบาท

นายสมชาย กล่าวว่า ตนอยากพูดเรื่องความเสี่ยงของการเมือง ซึ่งตอนนี้มีการอธิบายความเสี่ยงบางอย่างของระบบใหญ่ มีการพูดเรื่องประชาธิปไตยจำนวนมาก ซึ่งเป็นลักษณะที่มีเสรีนิยม หรือเรียกเผด็จการเสียงข้างมาก โดยปรากฎการณ์ทุกวันนี้มีความเสี่ยง ประกอบด้วยนิติรัฐเริ่มมีปัญหา มีการทำลายกฎเกณฑ์บางอย่างโดยใช้เสียงข้างมากทั้งในสภาและนอกสภา หลายอย่างเริ่มไม่มีการถ่วงดุล หรือศาล ซึ่งในประเทศอิตาลีมีความพยายามเล่นงานศาลรัฐธรรมนูญแต่ทำไม่ได้ เพราะประชาชนเเข็งแรงพอ และสุดท้ายความเสี่ยงด้านสังคมพบว่าข้าราชการอ่อนแอ ทั้งที่ราชการต้องอยู่ตรงกลางแต่สมัยนี้ราชการเสี่ยงเลือกข้างจนเป็นวัฒนธรรม ส่วนความเสี่ยงที่ยังไม่เห็นเป็นความเสี่ยงเป็นเรื่องการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท

"สิ่งที่อันตรายของประชานิยม จะอันตรายไปสู่การแยกขั้ว เช่นเดียวกับประเทศเวเนซูเอล่า ซึ่งเรื่อง 300 บาทเป็นการสั่นกระดิ่ง เรามัวแต่หลงประเด็นรักษาพรรคบางพรรค กลุ่มบางกลุ่มแต่ประเทศไทยกลับถูกลืม"นายสมชาย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวว่า ปัญหาในหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น แต่ปัญหาหลักของประเทศเป็นเรื่องโครงสร้าง เปรียบเทียบการสร้างตึกอย่างไรให้ได้ 10 ชั้น ไม่ใช่สร้างได้แค่ 6 ชั้น แต่ที่สร้างได้ 6 ชั้นก็มาจากการทุจริตคอรัปชั่น และระบบราชการ ตนจึงเสนอการป้องกันความเสี่ยงในการบริหารเศรษฐกิจต้องมีการแก้ไขกติกาเพื่อตีกรอบบังคับการทำงานของทุกรัฐบาล 5 เรื่อง 1.ปัญหาการใช้นโยบายประชานิยม ก่อนการเลือกตั้งแนวนโยบายจะเหมือนกันหมด แต่ทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนำมาเก็ตติ้งมาใช้ทางการเมือง แต่ปัญหานโยบายประชานิยมมาใช้มาเก็ตติ้งเชิงการเมือง กลับทำให้บทบาทประชานิยมขยายไปเรื่องอื่นที่ไม่มีความจำเป็นของชีวิต หากจะใช้เรื่องเหล่านี้รัฐบาลก็ไม่ควรใช้เงินกู้สาธารณะ อย่างเช่นรถคันแรก

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า 2.การแทรกแซงสินค้าเกษตรรัฐบาลได้เข้าไปแทรกแซงจำนวนมาก ไม่ใช่การจำนำแต่เป็นการซื้อสินค้าเกษตรในราคาที่สูง และเลี่ยงใช้การจำนำแทน จึงต้องมีระเบียบออกมาว่าห้ามจำนำสินค้าเกษตรสูงกว่าราคาตลาด 3.ต้องมีวิธีป้องกันความเสี่ยงให้รัฐบาลคำนวนภาระของรัฐ หากมีการรับจำนำต้องประเมินราคา สต็อก โอกาสขาดทุน และประกาศตัวเลขสาธารณะทุกไตรมาศ 4.การที่รัฐสภากำกับดูแลรัฐบาลเป็นการทำขาเดียว เป็นจุดอ่อนทำให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายทำนโยบายประชานิยม และมีโอกาสก่อหนี้สาธารณะ จึงต้องมีระเบียบให้รัฐบาลมีข้อกำหนดในการเก็บรายได้ให้เป็นที่พอใจของรัฐสภา และ 5.การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ต้องกำหนดไม่ให้รัฐบาลไปหาเงินนอกงบประมาณ และต้องทำในกระบวนการพระราชกำหนดเท่านั้น และการกู้เงินของรัฐต้องมีข้อกำหนดว่าจะหาเงินจากไหนมาชำระเงินกู้

ขณะที่นายสังศิต กล่าวว่า ตนคิดว่ารัฐบาลมีความเสี่ยงหลายประเด็น อาจมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนตัวนายกฯหรือรัฐบาล หากไม่จัดการกับความเสี่ยง 4 เรื่องภายในปีนี้ จนเป็นความเสี่ยงที่ระเบิดในความขัดแย้งทางการเมือง 1.การแก้รัฐธรรมนูญ 2.นิรโทษกรรม 3.เงินกู้บริการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน และ4.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3-4 ประเด็นถ้ารัฐบาลยอมถอยจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและคนไทยทั้งประเทศ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นการริดรอนสิทธิของประชาชน กรณีบังคับให้ประชาชนเสนอเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านต่ออัยการเท่านั้น ส่วนการยกเลิกมาตรา 190 นั้น มาตรานี้เกิดมาเพราะผู้นำประเทศไทยหรือรัฐมนตรีไม่ดี ไปทำความตกลงกับประเทศอื่นทำให้ประเทศเสียประโยชน์ อาทิ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้กัมพูชาประกาศเรื่องเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองรับเรื่องไว้แล้วก็ต้องไปพิสูจน์กัน

นายสังศิต กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องยกเลิกส.ว.สรรหา จะทำให้ระบบการเมืองไทยเป็นระบบปิด ทำให้เป็นการผูกขาดอำนาจทางการเมืองมากกว่า ขณะที่การที่มีคนมาข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลไม่ทำอะไร อย่างนี้ไม่รับผิดชอบ นายกฯต้องสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาจัดการ ไม่เช่นนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีชีวิตอย่างไร ด้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น แม้มีการพูดว่าไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯที่อยู่ต่างประเทศ เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับคนเสื้อเหลืองและแดงคนไทยคงไม่ว่า แต่ถ้าได้คนที่โกงประเทศได้ประโยชน์ก็เชื่อว่าจะมีการขอเงินคืน ซึ่งเมืองไทยพยายามหาทางปรองดองกับผู้กระทำความผิด ด้านเงินกู้บริการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น ทั้งสองโครงการมีความคล้ายกันที่ขอเงินก่อนแต่ไม่รู้จะทำอะไร ก็ดูว่าจะมีความเสี่ยงการคอรัปชั่น เพราะโครงการนี้ก็มีการดูจากคนๆเดียว และเป็นนักการเมืองคนเดียวเท่านั้น จึงเป็นอันตรายกับประเทศมากที่สุด

"บางครั้งพรรคการเมืองไม่ควรเรียกพรรคการเมือง ควรเรียกพรรคกินเมือง และไม่ควรเรียกพรรคเพราะทุกพรรคมีเจ้าของทั้งนั้น มีนักธุรกิจมาใช้พรรคลงทุนทางการเมือง และหากแก้รัฐธรรมนูญได้ก็จะมีอำนาจเบ็จเสร็จ และเหมือนคนบ้า "นายสังศิต กล่าว