วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้หากศาลโลกไม่ตีความ ประโยชน์ตกกับไทย

"ปณิธาน-วีรพัฒน์"ให้คะแนนทีมทนายไทยสู้คดีพระวิหาร คลี่คลายปมเทคนิคกฎหมายอันซับซ้อนของคดีให้ศาลโลกสิ้นสงสัย แก้ต่างได้ดี

ผ่านไปแล้วฝ่ายละ 1 วัน ทั้งกัมพูชาและไทย สำหรับการแถลงด้วยวาจาต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในคำร้องที่กัมพูชา ยื่นให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ว่า"บริเวณโดยรอบ" หรือ "พื้นที่ใกล้เคียง" ของปราสาทมีขอบเขตแค่ไหน เป็นไปตามเส้นเขตแดนตามแผนที่ในภาคผนวก 1 (แผนที่ 1:200,000) ที่กัมพูชาอ้างหรือไม่

หลายเสียงที่เฝ้าติดตามรับชมกระบวนการแถลงด้วยวาจา ซึ่งถ่ายทอดสดพร้อมแปลเป็นภาษาไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ ประเมินว่าเป็นการต่อสู้กันทางเทคนิคกฎหมายและกลเกมบนศาลอย่างดุเดือด เรียกว่าแลกกันคนละหมัด ขณะที่หลายคนตื่นตะลึงกับลีลา และความสามารถของนักวิชาการสาวสวย อลินา มิรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ หนึ่งในทีมทนายของไทย กระทั่งกลายเป็นมิติใหม่ในการต่อสู้คดี อาจจะเรียกได้ว่าเป็น"ไม้เด็ด" ให้ได้เฮกันทั้งประเทศ

อย่างไรก็ดี หากสอบถามความเห็นในเชิงลึกจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและกฎหมาย พบว่าแม้จะค่อนข้างให้คะแนน "ทีมต่อสู้คดีฝ่ายไทย" ที่สามารถคลี่คลายประเด็นทางเทคนิคกฎหมายอันซับซ้อนของคดีให้ศาลได้เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งสิ้นสงสัย ทว่าก็ยังมีบางประเด็นที่น่าเป็นห่วงซ่อนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

นายปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากมองในแง่กฎหมาย โอกาสของไทยดีขึ้นเยอะ แต่ปัญหาก็คือหากดูบทบาทของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต้องดูเรื่องการเมืองด้วย และบทบาทใหม่ๆ ของศาลก็ยังมีให้เห็นบ่อยครั้ง สรุปคือศาลโลกแม้จะยึดหลักกฎหมาย แต่ไม่ทั้งหมด คล้ายๆ กับศาลรัฐธรรมนูญ คือมีเหตุผลทางการเมืองที่นำมาพิจารณาด้วย

อย่างไรก็ดี หากมองเฉพาะในแง่กฎหมาย มี 2 ปมใหญ่ๆ ที่สรุปได้จากการแถลงคดีของฝ่ายไทย คือ 1.เรื่องเอกสารหลักฐานที่กัมพูชาใช้ในการยื่นตีความ ทีมทนายฝ่ายไทยแก้ต่างได้ดี ทั้งแผนที่ เส้นเขตแดน อาณาบริเวณรอบปราสาท และความขัดกันเองของหลักฐานฝ่ายกัมพูชากับ 2.เรื่องขอบเขตอำนาจในการรับตีความ แม้ทีมทนายจะไม่ได้แตะมากนัก แต่ก็ยืนยันว่าศาลไม่น่าจะมีอำนาจรับตีความเรื่องนี้ตามธรรมนูญศาล ข้อ 60 ซึ่งก็ชัดเจน

กระนั้น ต้องยอมรับว่ายุทธศาสตร์ของกัมพูชาในการต่อสู้คดีนี้ มีทั้งยุทธศาสตร์ทางกฎหมาย และยุทธศาสตร์ทางการเมือง สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ คำร้องของกัมพูชาอยู่ในอำนาจศาลหรือไม่ อาจจะสำคัญน้อยกว่ามีอะไรที่อยู่ในขอบเขตอำนาจศาลบ้างที่ศาลสามารถทำได้ แล้วศาลจะทำหรือเปล่า และหากทำจะส่งผลกระทบอย่างไรกับไทย

ทั้งนี้ หากประเมินคำตัดสินของศาล จะพบว่าออกได้ 3 แนวทาง คือ

1.ศาลไม่มีอำนาจตีความ หากออกทางนี้ถือว่าจบเลย เป็นประโยชน์กับไทยมากที่สุด และกัมพูชาจะไม่สามารถนำแผนที่ 1:200,000 มาอ้างได้อีกต่อไป แต่ทั้งสองฝ่ายก็ทำอะไรในบริเวณปราสาทและพื้นที่พิพาทไม่ได้ การพัฒนาเป็นมรดกโลกก็เดินไม่ได้ ทุกอย่างก็จะอยู่เหมือนปัจจุบันนี้ โอกาสที่จะเกิดการปะทะกันด้วยความรุนแรงอีกในอนาคตย่อมมี

2.ศาลตัดสินว่าแผนที่ที่กัมพูชาอ้างถือว่าใช้ได้ แนวทางนี้จะแย่ที่สุดสำหรับไทย และจะเสียดินแดนแน่นอน ปัญหาชายแดนก็จะปะทุทันที

3.ศาลไม่ชี้ขาดเรื่องแผนที่และเส้นเขตแดน เพราะเป็นเรื่องที่สองประเทศต้องไปคุยกันเอง แต่จะใช้อำนาจชี้บางอย่างในลักษณะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง

"คำถามของผู้พิพากษาท่านหนึ่งในช่วงท้ายหลังจบการแถลงคดีของฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ให้ทั้งไทยและกัมพูชาไปกำหนดพิกัดบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารตามความเห็นของแต่ละฝ่ายกลับมายังศาล หลายคนมองว่าเป็นสัญญาณที่ศาลกำลังจะทำอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะข้อพิพาทนี้หากศาลไม่ทำอะไรเลยตามข้อ 1 ก็จะกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง หรือหากตัดสินตามแนวทางที่ 2 ก็ทะเลาะกันอีก ปัญหาก็จะบานปลาย"

"ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจใช้อำนาจบางอย่างเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง หรือออกมาตรการบางอย่างให้คู่ความไปดำเนินการ หรือพิจารณาพิกัดที่ทั้งสองฝ่ายเสนอมา แล้วพยายามทำให้พบกันครึ่งทาง นี่คือบทบาทใหม่ของศาลระหว่างประเทศในเรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แต่คำถามก็คือแนวทางที่ว่านี้จะกระทบกับไทยอย่างไร เพราะถือว่าเป็นบริบททางการเมือง ซึ่งกัมพูชารู้ดีว่าการต่อสู้เที่ยวนี้มีทั้งทางกฎหมายและการเมือง" นักวิชาการด้านความมั่นคงอธิบาย

นายปณิธาน กล่าวอีกว่า หากย้อนไปพิจารณาคำแถลงของ นายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา จะพบว่าสิ่งที่นายฮาร์ นัม ฮง พยายามสื่อให้ศาลเห็นคือความน่าสงสารของกัมพูชา การที่กัมพูชาเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม แม้จะได้ครอบครองปราสาทมานานถึง 51 ปี แต่กลับถูกไทยแช่แข็ง ไม่สามารถทำอะไรกับปราสาทได้เลย แม้แต่จะนำไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็ถูกไทยคัดค้าน

"การใช้ความเป็นประเทศเล็ก ถูกเอาเปรียบ ถูกรังแก มาทำให้เป็นประโยชน์ และสามารถต่อสู้กับประเทศที่ใหญ่กว่าได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Smart Power ซึ่งเรื่องนี้กัมพูชาทำมาตลอด และทำมาอย่างต่อเนื่อง ภาพของปัญหานี้ที่ทั่วโลกรับทราบก็คือ กัมพูชายังไม่ได้รับความยุติธรรม ได้ครอบครองปราสาทไป 51 ปีแล้วยังทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ถูกไทยขัดขวางตลอด แม้รัฐบาลประชาธิปไตยของไทยจะให้การสนับสนุนกัมพูชา แต่เมื่อมีการรัฐประหาร มีรัฐบาลรัฐประหารเข้ามา ท่าทีของไทยก็เปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่กัมพูชาบอกกับชาวโลก ขณะที่ไทยถูกสร้างภาพว่าเป็นประเทศเกเร"

"ฉะนั้นเราต้องแก้ตรงจุดนี้ ต้องชี้ให้ศาลเห็นว่ากัมพูชาต่างหากที่สร้างเรื่องขึ้นมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ใช้ความรุนแรงก่อนตามแนวชายแดนเพื่อหวังจะครอบครองดินแดนที่ไม่ได้อยู่ใต้อธิปไตยของกัมพูชา เท่าที่ผมติดตามดูก็เห็นว่าทูตวีรชัย (วีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมต่อสู้คดีฝ่ายไทย) ได้พยายามเปลี่ยนแผน หันมาโจมตีกัมพูชาในทางการเมืองบ้าง แต่ยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะเป็นข้าราชการประจำ ถือเป็นนักปฏิบัติ ไม่ใช่นักการเมือง ผิดกับกัมพูชาที่ให้ระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นคนพูด"

นายปณิธาน กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าศาลตัดสินโดยยึดหลักกฎหมายอย่างเดียว บอกได้เลยว่าปัญหาจะน้อยลงมาก ถ้าให้คะแนนก็ถือว่าได้เปรียบ แต่หากศาลเลือกที่จะใช้อำนาจตามขอบเขตที่ศาลมีแล้วกำหนดมาตรการให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อคลี่คลายข้อพิพาท หากเป็นเช่นนั้นไทยน่าจะเสียเปรียบ

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ซึ่งเคยร่วมทำคดีพิพาทบนศาลโลก กล่าวว่า การต่อสู้คดีของทีมกฎหมายไทยถือว่าดีกว่ากัมพูชา ละเอียดกว่า และครบถ้วนทุกประเด็นมากกว่า นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกต 2 ประการ คือ

1.ทีมต่อสู้คดีของไทยไม่ได้เน้นเฉพาะข้อกฎหมาย แต่ยังให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริง และใช้เทคนิคที่มีผลทางจิตวิทยาต่อศาลค่อนข้างมาก เช่น การโยงเรื่องที่สมเด็จพระนโรดมสีหนุ (อดีตกษัตริย์กัมพูชา) เคยเสด็จไปยังปราสาทพระวิหารตรงจุดที่ไทยล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ และทรงแสดงความพอใจที่ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาแล้ว เทียบกับกรณีที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสด็จไปยังปราสาทพระวิหารเป็นการส่วนพระองค์ ในฐานะนักโบราณคดี ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนสยาม แต่ศาลโลกก็เคยให้น้ำหนักกับกรณีนี้กระทั่งพิพากษาให้ปราสาทอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชามาแล้ว

"โดยข้อเท็จจริง 2 เรื่องนี้แทบจะเทียบกันไม่ได้เลยในแง่กฎหมาย เพราะเป็นคนละบริบทกัน แต่ในทางจิตวิทยาย่อมทำให้ศาลต้องชั่งน้ำหนักในจิตใจ หากศาลไม่ให้ความสำคัญกับกรณีของสมเด็จพระนโรดมสีหนุตามที่ไทยหยิบมาอ้าง จะถูกมองเป็นสองมาตรฐานหรือไม่ ถือเป็นเทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวจิตใจศาล"

2.ทีมต่อสู้คดีของไทยใช้หลักวิทยาศาสตร์และภูมิศาสตร์เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าหากใช้แผนที่ 1:200,000 ตามที่กัมพูชาอ้าง จะส่งผลเสียหายตามมาอย่างมาก โดยเฉพาะความคลาดเคลื่อนของแผนที่กับสถานที่จริง อันจะนำมาซึ่งความโกลาหลวุ่นวาย หากศาลละเลยหรือเห็นด้วยกับกัมพูชาย่อมทำให้ข้อพิพาทบานปลาย ฉะนั้นศาลจึงไม่จำเป็นต้องหยิบมาตีความ

"เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ที่ส่งผลในแง่จิตวิทยาเช่นกัน คล้ายกับบีบศาลกลายๆ ว่าถ้าตัดสินตามที่กัมพูชาร้องขอ จะมีปัญหาตามมามาก" นายวีรพัฒน์ ระบุ

นักกฎหมายอิสระ กล่าวอีกว่า ทีมต่อสู้คดีฝ่ายไทยได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ศาลได้เห็นในหลายเรื่อง เช่น กรณี The Big Map ซึ่งเป็นแผนที่ที่ไทยอ้างในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 และศาลโลกได้เลือกเน้นส่วนมาตีพิมพ์ในเอกสารประกอบ แผนที่ฉบับนี้ทำให้เห็นว่าบริเวณรอบตัวปราสาทที่ทั้งสองประเทศถกเถียงกันไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่หรือไกลออกไปแต่อย่างใดเลย ฉะนั้นเมื่อนำมาพิจารณาในวันนี้ บริเวณโดยรอบปราสาทจึงไม่ใช่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรอย่างแน่นอน

"ผมให้คะแนนฝ่ายไทยดีกว่าอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ใช้จิตวิทยาอย่างดียิ่ง แต่จะเป็นฝ่ายชนะในที่สุดหรือไม่ต้องดูกันต่อไป แต่อยากฝากข้อสังเกตไว้นิดหนึ่งว่า ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาชนะ แพ้ หรือเสมอ แต่ชัยชนะที่แท้จริงจะตกเป็นของฝ่ายที่มีความจริงใจและจริงจังที่จะชักชวนให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะการเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน ไม่สามารถย้ายหนีกันไปไหนได้ หากผลของคดีนำไปสู่การรบราฆ่าฟัน ย่อมไม่มีใครชนะ มีแต่ผู้แพ้" นายวีรพัฒน์ กล่าว