"อลินา มิรอง"อัดกัมพูชาใช้แผนที่ปลอม ยื่นศาลชี้ขาดหวังฮุบ 4.6 ตร.กม. หลังได้อธิปไตยเหนือปราสาท
อลินา มิรอง ทนายความชาวโรมาเนีย ผช.ศ.แปลเลต์ นำเสนอหลักฐานที่เป็นแผนที่ที่เป็นกรณีพิพาท ว่า กัมพูชาไม่มีการแนบแผนที่ ซี่งน่าประหลาดว่าหลักฐาน 4.6 ตร.กม. จะเป็นเอกสารทำงานที่กัมพูชายื่นหลังจากการนำเสนอในคดีความนี้แล้ว กัมพูชานำแผนที่มาเพื่อให้ท่านเชื่อว่าพื้นที่ที่เรียกร้องนี้เป็นพื้นที่ที่พิพาทกันในปี 1962 โดยผ่านแผนที่หลายๆ ฉบับ และมีแผนที่ฉบับที่ 3 ได้ถูกใช้เป็นหลักฐานหลักของกัมพูชาโดยไม่คำนึงถึงแผนที่รูปแบบดั้งเดิม แม้ศาลจะมีอำนาจรับรองได้จริง แต่ก็ทำไม่ได้ และไม่มีการบันทึกไว้เลย จึงไม่สามารถพูดได้ว่ามีการรับรอง และเส้นไหนเป็นเส้นไหน ซึ่งเราก็ทราบว่ากัมพูชาไม่มีความแม่นยำในแผนที่ แต่เราไม่ทราบว่ากัมพูชาจะถึงกลับนำแผนที่มาเปลี่ยนกัน ซึ่งต้องขอชื่นชมกัมพูชาหากจะตัดสินจากความละอายของกัมพูชาที่ไม่ออกมาโต้แย้งเรื่องนี้ ดังนั้นความจริงกัมพูชายังไม่ให้ดูหลักฐานใดเลยว่าในปี 1962 มีพื้นที่นั้นอยู่จริง และได้ไปดูเอกสารทั้ง 1,500 หน้าก็ไม่มีการพูดถึงแผนที่ แต่แผนที่นี้ก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ กัมพูชาบอกว่าเส้นในแผนที่เป็นเส้นแบ่งเขตทางเหนือ และเส้นสันปันน้ำแบ่งเขตทางใต้ กัมพูชาไม่สามารถให้คำอธิบายเรื่องนี้ได้ทำให้มีความคลาดเคลื่อน 500 เมตรไปทางปราสาท และยังมีการขีดเส้นทางเชิงกระไดของปราสาท ดูเหมือนว่าเส้นนี้จะเคลื่อนไหวได้ ส่วนทางตะวันตก ตะวันออก เราไม่รู้ว่าเส้นอยู่ทางไหน แล้วจะนำมาบอกว่า 4.6 ตร.กม.เป็นพื้นที่พิพาทได้อย่างไร เราไม่สามารถที่จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายใน 50 ปี
กัมพูชาไม่ได้ให้แผนที่ใดมาพิสูจน์ แต่บอกว่ามาจากแผนที่ที่มีเส้นสองเส้นตัดกัน กัมพูชาอ้างว่า 4.6 ต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการตัดสินในปี1962 ไม่เกี่ยวกับพื้นที่รอบพระวิหาร หลักฐานของพื้นที่ 4.6 ที่ว่าเป็นข้อพิพาทเป็นแค่เอกสารที่กัมพูชายื่นหลังจบการนำเสนอในคดีความนี้แล้ว กัมพูชานำเอาแผนที่ที่ใช้อย่างมากคือแผนที่ฉบับที่ 3 ที่อยู่ในคำค้านของคำฟ้อง ซึ่งแผนที่แผ่นที่ 3 ได้ถูกมาใช้เป็นหลักฐานของกัมพูชา ไม่ได้คำนึงถึงแผนที่ในรูปแบบดั้งเดิม
"ในคำพิพากษาก็ไม่มีการเอ่ยถึง คู่ความทั้งสองก็ไม่ได้เอ่ยถึงพื้นที่นั้น กัมพูชาไม่สามารถให้คำอธิบายในเรื่องเขตแดนได้ มีการคลาดเคลื่อน 500 เมตรไปทางเหนือปราสาท และกัมพูชาไม่ได้สนใจภูมิประเทศรอบ ๆ แต่อย่างใด"
อลินา มิรอง ยังได้แสดงการกำหนดตามทฤษฏีสีต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่ต่างกัน หากดูจากแผนที่นี้จะเห็นว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ไม่มีความเกี่ยวข้องเลย ซึ่งแผนที่นี้ทำให้ศาลเข้าใจถูกต้องตามที่ตัดสินไปในปี 1962 และแผนที่นี้คือแผนที่ที่ไทยจะต้องถอนกำลังทหารออกไป ส่วนสนธิสัญญา 1904 ไม่ได้พูดถึงปราสาท แต่แผนที่นี้พูดถึงเขตแดนซึ่งมีคุณค่าพิสูจน์ได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงต้องคัดค้าน และแผนที่ในภาคผนวก 1 ก็ระบุถึงที่ตั้งปราสาทด้วย จึงได้มีการเรียกร้องให้ศาลต้องพิจารณาว่าปราสาทอยู่ทางเหนือหรือทางใต้ของเส้นเขตแดน ซึ่งศาลตอบว่าปราสาทนั้นอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา แม้ว่าจะมีความชัดเจนเรื่องปราสาท แต่แผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถปฏิเสธว่ากัมพูชามีสิทธิเหนือพื้นที่อื่นๆ จึงคิดว่าแผนที่นี้มีคุณค่าในการพิสูจน์ แต่จะใช้กำหนดเขตแดนหรือไม่เพราะไม่ชัดเจนเรื่องภูมิศาสตร์ ภูมิรัฐต่างๆ และแผนที่อีกฉบับที่ไทยได้ส่งเมื่อปี 1947 ซึ่งเสนอต่อคณะกรรมการประนอมที่ให้ความสนใจในที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร และมีความคล้ายกันทั้งหมดที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเขตแดน จึงสามารถสรุปได้ว่าแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถใช้เป็นตราสารที่แยกจากสนธิสัญญา 1904 เนื่องจากไม่มีความแม่นยำทางเทคนิค จึงไม่สามารถนำแผนที่เก่าๆ มาใช้ในการปักปันเขตแดน จึงควรใช้แผนที่ภาคผนวก 1 หลายๆ ฉบับมากกว่า การที่นายร็อดแมน บันดี ทนายชาวอเมริกันของฝ่ายกัมพูชา บอกว่าการมีหลายฉบับไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือแผนที่ที่กัมพูชาแนบมากับคำร้องเมื่อปี 1959 ซึ่งถือเป็นการด่วนสรุปเกินไปว่า แผนที่ที่ศาลใช้นั้นมีฉบับเดียว แต่ที่จริงศาลได้มีการเผยแพร่แผนที่ภาคผนวก 1 แล้วทำไมเอกสารที่ศาลนำเผยแพร่จึงมีความสำคัญน้อยกว่า
แผนที่ในภาคผนวกบอกถึงที่ตั้งปราสาทกัมพูชาเรียกร้องให้ศาลพิจารณาปราสาทอยู่เหนือหรือใต้เส้นเขตแดนซึ่งศาลก็ว่าแผนที่ได้แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในกัมพูชา แม้มีความชัดเจนเรื่องปราสาทและแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากัมพูชามีสิทธิอื่น ๆ อยากให้ดูแผนที่อื่น ๆ ด้วย ทุกแผนที่แสดงให้เห้ปราาทอนู่ในเส้นเขตแดน แต่เส้นเขตแดนส่วนอื่นไม่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผู้พิพากษาก็คิดว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในแง่พิสูจน์อธิปไตยของปราสาท ก็สรุปว่า แผนที่ภาคผนวกไม่มีคความแม่นยำทางเทคนิคเราก็ไม่สามารถใช้แผนที่เก่า ๆ ปักปันเขตแดนได้
เส้นสันปันน้ำควรเป็นเส้นที่เห็นได้ชัดเจน แต่วิธีการสังเคราะห์ในการกำหนดเส้นเขตแดนคือการนำเอาเส้นที่เห็นได้ตามธรรมชาติไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เห็นได้ตามธรรมชาติ ต้องใช้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ การนำเอาเส้นพรมแดนมาถ่ายทอดทำให้เส้นต่างๆที่เป็นจุดร่วม แต่ก็มีความแตกต่างจากเส้นสันปันน้ำ บางครั้งก็เป็นคุณต่อบางประเทศ ซึ่งอาจจะมีคาวมมั่นคงและความเสถียรแตกต่างกันไป การที่จะใช้วิธีการถ่ายทอดทางภูมิประเทศทางธรรมชาติควรใช้เมื่อปี 1962 และกัมพูชาก็เคยทำเพียงครั้งเดียว จึงน่าประหลาดใจมากว่าเส้นที่กัมพูชาเสนอมีความแตกต่างเฉพาะเส้นที่เป็นปราสาทพระวิหารเท่านั้น และกำลังขอให้ศาลวินิจฉัยว่าเส้นในแผนที่ตามภาคผนวก 1 เป็นเส้นเขตแดน จึงไม่น่าจะเป็นการตัดสินที่ดี และยังพูดถึงเขตพื้นที่ที่คำพิพากษากำหนดไว้แล้ว แต่ปัจจุบันกลับขอให้ศาลพิพากษาว่าพื้นที่่ 4.6 ตร.กม. หลังจากที่พิสูจน์ว่ามีอธิปไตยเหนือปราสาท กลับต้องการขอขยายพื้นที่ออกมาจาก 4.6 ตร.กม. และจากเดิมที่ต้องมีเขตตามสันปันน้ำ ก็จะขอให้ขยายออกมาจากพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ด้วย





