วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อภิสิทธิ์'อวยพรปีใหม่ไทย

หน.ปชป.อวยพรปีใหม่ไทย เชื่อหลังปิดสภาการเมืองนิ่ง หากรบ.ไม่เร่งดันกม.นิรโทษกรรม-แก้รธน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอวยพรประชาชนเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ว่า สิ่งแรกอยากให้ประชาชนฉลองสงกรานต์อย่างปลอดภัย เดินทางโดยสวัสดิภาพ ในโอกาสขึ้นปีใหม่ไทยขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคน ช่วยกันทำให้เป็นปีที่ดีสำหรับเพื่อนร่วมชาติในภาพรวมด้วย

นายอภิสิทธิ์ ยัง กล่าวประเมินสถานการณ์การเมืองหลังเทศกาลสงกรานต์ ว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรจะปิดสมัยประชุม ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ และจะเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ในช่วงปลายเดือนพ.ค.ซึ่งหากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ การเมืองค่อนข้างนิ่ง หรือเท่ากับให้เวลารัฐบาลแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แต่หากรัฐบาลพยายามจะมุ่งดำเนินการเรื่องที่เป็นประเด็นร้อน เช่น การถกเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม หรือรวบรัดให้มีการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะยิ่งเร่งสถานการณ์ให้มีความขัดแย้ง ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน เชื่อว่า เมื่อปิดสมัยประชุมแล้ว จะเห็นแนวทางสร้างความปรองดองของรัฐบาลที่มีการเดินสายพูดคุย

นายอภิสิทธิ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยมาเข้าพบเพื่อถามความเห็นเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ซึ่งตนได้ให้ความเห็นไปว่า หากนายเจริญต้องการให้เกิดบรรยากาศความปรองดองต้องเริ่มต้นจากการใช้ช่วงปิดสมัยประชุมสภา เดินสายพบกับผู้เสนอร่างกฎหมายที่มีปัญหาเพื่อให้ถอนร่างออกไปจากสภา แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะหาแนวทางร่วมกันอย่างไร ซึ่งนายเจริญ บอกว่า จะไปถ่ายทอดมุมมองเรื่องนี้ ให้กับผู้เสนอร่างกฎหมายได้รับทราบ

แนะ รบ.ทบทวนแผน 2 ล้านล้าน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึง กฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่ต้องทบทวนโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มคือ กลุ่มปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมประมาณ 4 หมื่นล้าน ควรทำในกรอบงบประมาณ ซึ่งบางโครงการยังไม่ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ต้องดูให้ชัดเจนว่าการแก้ไขจะทำอย่างไร และยังมีโครงการที่น่าจะมีปัญหาเรื่องการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจคือ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งในกลุ่มนี้บวกกับกลุ่มที่ไม่ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มีมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของเงิน 2 ล้านล้าน รัฐบาลจึงควรทบทวนว่ามีความเหมาะสมที่จะกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทตามแผนที่เสนอมาหรือไม่

ส่วนเรื่องที่อ้างว่ากู้เพื่อพัฒนาประเทศนั้น สภาพัฒน์ฯ ระบุไว้ว่าต้องใช้งบประมาณ ราว 8 ล้านล้าน ซึ่งจะต้องครอบคลุม การศึกษา สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ แต่รัฐบาลกลับทุ่มเงินไปที่คมนาคมขนส่งอย่างเดียว ถามว่าเหตุใดจึงจัดลำดับว่าคมนาคมต้องมาก่อนซึ่งตนยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน 2 ล้านล้าน เพราะครึ่งหนึ่งของเงินกู้ก้อนนี้ เป็นโครงการที่รัฐบาลขาดความพร้อม ทั้งนี้เชื่อว่าจะมีการแปรญัตติกันมาก และตนก็ได้เสนอแปรญัตติไปแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาการแปรญัตติอย่างจริงจัง เพราะเป็นกฎหมายกู้เงินไม่ใช่กฎหมายลงทุน อีกทั้งมีเจตนาชัดว่าจงใจหลีกเลี่ยงระบบงบประมาณ