"ธาริต"ขึ้นเบิกความถอนประกัน"สมคิด บุญถนอม" ศาลยังไม่ครบถ้วน เกรงว่าจะเกิดปัญหาระหว่างการซักค้าน นัดไต่สวนต่อ1เม.ย.นี้
ศาลนัดไต่สวนคำร้องเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี จำเลยที่ 1 และ 4 ในคดีร่วมกับพวกอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย โดยวันนี้ ดีเอสไอ ผู้ร้อง เตรียมพยานขึ้นเบิกความจำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีก 2 นาย ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมพยานซักค้าน 3-4 ปาก โดยวันนี้นายธาริต เบิกความสรุปว่า พล.ต.ท.สมคิดและพ.ต.ท.สุรเดช จำเลยที่ 1 และ 4 แบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานและอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก พยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญที่รู้เห็นการฆาตกรรมนายโมฮัมหมัด อัลลูไวรี่ ซึ่งเคยให้การยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของนายโมฮัมหมัดกับพนักงานสอบสวนไว้แล้วว่าเกิดจากจำเลยที่ 1 พร้อมพวก และเป็นพยานปากสำคัญที่ทำให้อัยการสั่งฟ้องจำเลยอีกด้วย จากนั้นมีการสืบพยานโจทก์มาระยะหนึ่งตนได้รับแจ้งจากอัยการว่าได้ร้องขอต่อศาลเพื่อสืบพยานปากดังกล่าวที่ประเทศกัมพูชาและประเทศซาอุดิอาระเบียเมื่อต้นปี 2555 ต่อมาเดือนก.ย. 2555 ตนได้รับคำร้องจากพ.ต.ท.สุวิชชัย ว่าได้รับการข่มขู่จากจำเลยที่ 1และจำเลยคนอื่น ๆ ในคดี ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโทรศัพท์การบอกผ่านคนที่รู้จักกับพ.ต.ท.สุวิชชัย โดยข่มขู่ว่าจะต้องไม่เบิกความเป็นพยานในคดีนี้เป็นอันขาดไม่เช่นกันจะเป็นอันตรายถึงเสียชีวิต ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของพยานรายนี้ตลอดเวลา ทราบเรื่องการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเปิดเผยความลับของพ.ต.ท.สุวิชชัย ด้วย ซึ่งพยานกลัวจะเป็นอันตรายแก่ตนเองจึงยื่นคำร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อคุ้มครองพยาน
นายธาริต ระบุต่อว่า ต่อมาตนได้รับอนุญาตจากพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพื่อให้คุ้มครองพยานปากดังกล่าวและมอบหมายให้พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ เป็นผู้ดำเนินการ จากนั้นตนทราบจากพนักงานอัยการว่าไม่สามารถนำพยานปากดังกล่าวเข้าเบิกความที่ประเทศกัมพูชาและซาอุดิอาระเบียได้ โดยอัยการแจ้งผ่านตนขอให้นำพยานไปเบิกความที่ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตหรือยูเออี โดยทราบว่าพ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางเข้าออกประเทศไทยและยูเออีตลอดเวลา โดยอัยการได้กำชับว่าการสืบพยานปากนี้เป็นปากสำคัญโดยขอให้ดีเอสไอดูแลพยานรายนี้ระหว่างเดินทางไปเบิกความที่ประเทศยูเออีให้เรียบร้อยด้วย ซึ่งตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ซึ่งคุ้มครองพยานให้ปฏิบัติหน้าอย่างเคร่งครัด และก่อนการสืบพยานที่ประเทศยูเออีตนได้รับแจ้งว่าพยานรายนี้เดินทางนอกประเทศเป็นประจำ เนื่องจากพยานมีครอบครัวในประเทศไทยและเป็นผู้นำกลุ่มศาสนาอิสลามบางกลุ่ม จำได้ว่าก่อนจะสืบพยานเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคุ้มครองพยานกับประเทศยูเออีอีกครั้งหนึ่งสอดคล้องกับที่ทางการซาอุดิอาระเบียว่า พยานรายนี่พำนักอยู่ที่ประเทศยูเออีจริง
จากนั้นได้รับรายงานว่าจำเลยที่ 1 และ 4 ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลหลายคำร้องเพื่อเรียกเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องคดีและตัวพยานจากหน่วยงานราชการจำนวนมาก และจำเลยที่ 4 ยังร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลเรียกเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาในสำนวนคดี เมื่อจำเลยที่1 และ4 ได้รับเอกสารแล้วกลับมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและมีสื่อมวลชนบางแห่งเสนอข่าวต่อเนื่องถึง 20 วัน บ่งบอกว่าจำเลยมีอิสระในการกระทำอย่างไรก็ได้ตามความประสงค์ นอกจากนี้ตนยังได้รับรายงานว่าจำเลยที่ 1 และ 4 ใช้อำนาจในฐานะที่เป็นอดีตหัวหน้าจเรตำรวจ สืบค้นข้อมูลต่างๆ ของพ.ต.ท.สุวิชชัย โดยใช้อำนาจในการดำเนินการต่าง ๆ เช่นสืบค้นการเดินทางเข้าออกประเทศ แหล่งที่พักอาศัย การเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล นอกจากนี้จำเลยยังสามารถเรียกเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีได้ซึ่งเป็นการผิดระเบียบต่อบังคับ
ต่อมาวันที่ 18 มี.ค. 56 ประเทศซาอุดิอาระเบียได้ส่งตัวแทนเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าวและกล่าวแสดงความรู้สึกกังวลต่อพฤติการณ์ของจำเลยที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการสืบพยาน ซึ่งถือว่าเป็นพยานปากสำคัญในคดีนี้ ซึ่งรมว.ต่างประเทศได้เรียกตนเข้าพูดคุยกับตัวแทนประเทศซาอุดิอาระเบียด้วย หลังจากนั้น วันที่ 21 มี.ค. ทางการซาอุฯได้ยื่นหนังสือถึงรมว.ต่างประเทศ จำนวน 2 ฉบับเพื่อแสดงความกังวลต่อพฤติการณ์จำเลยที่มีอิสระในการนำข้อมูลต่าง ๆ เสนอต่อสาธารณะชนได้อย่างต่อเนื่องซึ่งอาจก่อปัญหากับการพิจารณาคดีและประเด็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติให้การสืบพยานต่างประเทศของอัยการขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางการซาอุฯได้ให้ความเห็นว่าการสืบพยานต่างประเทศโดยหลักสากลแล้วสามารถกระทำได้ และหลายประเทศมีการดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งการสืบพยานเป็นไปอย่างรัดกุม จะห้ามไม่ให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายและทนายความเข้าร่วมรับฟังการไต่สวน จึงมีเพียงศาลกับพยานเท่านั้น ทั้งนี้ ทางการซาอุฯได้เคารพและไม่แทรกแซงการพิจารณาของศาลไทย
ภายหลังการเบิกความนายธาริตเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้สอบถามถึงเอกสารประกอบคำร้อง ซึ่งผู้ร้องโดยนายธาริต บอกว่ายังไม่ได้ลงหมายเลขกำกับเอกสารไว้ ส่วนพล.ต.ท.สมคิด ผู้คัดค้านก็ยังไม่ได้รับเอกสาร ศาลพิเคราะห์แล้วว่า เมื่อเอกสารยังไม่ครบถ้วน เกรงว่าจะเกิดปัญหาระหว่างการซักค้าน และต้องการให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านใช้สิทธิ์ได้เต็มที่ จึงขอให้นายธาริตนำเอกสารทั้งหมดไปลำดับเอกสารให้เรียบร้อยพร้อมมอบให้ศาลในวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค.) พร้อมนัดไต่สวนพยานผู้ร้องอีกครั้งในวันที่ 1 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น.





