อดีตเลขาธิการอาเซียน หนุนรัฐเจรจาคนร้ายใต้ เชื่อแนวทางเจรจาปูทางลดความขัดแย้งในพื้นที่
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลไทยเปิดการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ตนเห็นด้วย เพราะเป็นการประกาศเจตนารมณ์ให้อาเซียนและประชาคมรับทราบว่า จะใช้การเจรจาในการแก้ปัญหา จากนี้ไปรัฐบาลต้องมีการหารือกันว่า จะพูดกับใคร ประเด็นไหนและจัดรูปองค์กรอย่างไร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำอย่างรอบคอบ ละเอียด ถี่ถ้วน ซึ่งตนเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย แตกต่างไปจากในอดีตที่เมื่อเกิดข่าวว่ามีการพบปะพูดคุยกันก็จะออกมาปฏิเสธ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะการปฏิเสธทำให้เสียโอกาสในการบอกกับทุกคนว่าการเจรจาเท่านั้นคือทางออก ตนจึงเห็นด้วยกับการเจรจา ส่วนเงื่อนไขนั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาร่วมกัน
เมื่อถามว่า การเจรจาจะกลายเป็นการยกระดับกลุ่มก่อความไม่สงบให้มีตัวตนจนทำให้ปัญหาภายในของประเทศกลายเป็นปัญหาสากลที่ต่างชาติจะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารการเจรจาของรัฐบาล หากสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ลดความขัดแย้งและความรุนแรงได้จริง ทุกฝ่ายคงพร้อมให้การสนับสนุน สิ่งที่ท้าทายคือ การเจรจาจะได้ผลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ยืนยันว่าการพูดคุยเป็นเรื่องที่ดีซึ่งต้องแยกออกจากการแก้ปัญหาในพื้นที่ หากต้องการลดความรุนแรงความขัดแย้งก็ต้องเจรจาภายใต้เงื่อนไขนี้
ส่วนที่รัฐบาลยอมรับว่า ยังไม่รู้ว่าคุยถูกกลุ่มหรือไม่ และยังไม่ทราบว่าจะมีอีกกี่กลุ่มที่จะเข้าร่วมการเจรจาจะทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงตอบโต้กลับมาจากกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการนี้จนกลายเป็นการนำประชาชนไปเสี่ยงหรือไม่นั้น นายสุรินทร์ กล่าวว่า ในการเจรจาลักษณะนี้เริ่มต้นด้วยการตัดสินใจในหลักการก่อน ส่วนประเด็น ตัวบุคคล การยกระดับตัวบุคคลเป็นกระบวนการเจรจา จะเริ่มต้นทันทีถูกตัว ครอบคลุมทุกประเด็นเป็นไปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็หาพื้นที่ หาประเด็นเงื่อนไขและอำนาจในการต่อรอง และกระบวนการเจรจาต้องว่าไปตามขั้นตอน ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาเพราะหากเจรจาครั้งแรกไม่ถูกตัว ก็อาจถูกตัวในครั้งที่สองหรือครั้งที่สาม จึงบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับกระบวนการบริหารการเจรจา เช่น กรณีอาเจะก็เป็นเช่นนี้ เริ่มต้นด้วยเงื่อนไขที่สูงมากทั้งสองฝ่าย ซึ่งตนก็มีส่วนด้วยแต่เมื่อเริ่มเดินหน้าไปทุกอย่างก็ไปได้ด้วยการไม่นำเงื่อนไขที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ขึ้นโต๊ะเจรจา
เมื่อถามอีกว่า ผลลัพธ์ของการเจรจาจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ถ้าไม่เลือกการเจรจาโอกาสของความขัดแย้ง ความรุนแรงจะยืดเยื้อมากกว่านี้ อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นการเริ่มต้นกระบวนการและขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละฝ่ายที่จะหาข้อยุติ ซึ่งที่สุดแล้วต้องเป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายรับได้ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์มากเกินไป แต่ต้องเป็นข้อตกลงที่อยู่กันได้ ส่วนที่มีการพูดถึงมหานครปัตตานั้น ตนไม่อยากให้เอาคำหรือภาษามาเป็นตัวตั้ง แต่ขอให้ดูที่สาระว่าถึงที่สุดแล้วการมี ศอ.บต.คือการยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะพิเศษ จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษให้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งไม่มีในพื้นที่อื่นดังนั้นจะต้องลงลึกต่อไปว่าแล้วจะต้องมีมาตรการหรือกลไกอื่นอีกหรือไม่ให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นที่พอใจของคนในพื้นที่มากขึ้นว่าสามารถรักษาเอกลักษณ์พิเศษอยู่ในประเทศไทยได้





