ผู้พิพากษาเผยนำปฏิญญากรุงเทพปรับใช้ในการพิจารณาคดี เสนอลดโทษผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์-แม่ลูกอ่อน
โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดงานเผยแพร่ผลการวิจัยปฏิรูปเรือนจำหญิงสู่ระดับนานาชาติ และข้อกำหนดกรุงเทพฯ (ปฏิญญากรุงเทพ) เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปเรือนจำในประเทศไทย ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในเอเชียที่นำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมให้มีการปฏิรูปในเรือนจำหญิงและขยายผลไปสู่เรือนจำชายนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวได้นำร่องใช้แล้วที่เรือนจำราชบุรี โดยถือเป็นต้นแบบในการนำคำรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การควบคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ มาปรับใช้ในเรือนจำ ซึ่งจะเน้นความสำคัญและเอาใจใส่กับสุขภาพอนามัยของผู้ต้องหญิง และการปรับวิธีคิดของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำเน้นความสัมพันธ์ในครอบครัวของผู้ต้องขังหญิง เช่น ระบบการเข้าเยี่ยมจะเน้นให้พ่อแม่ลูกได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น การให้ความสำคัญด้านสุขภาพจิตซึ่งสังคมไทยยังให้ความสำคัญน้อย เพราะมองเรื่องสิทธิของสตรีเป็นเรื่องโบราณ การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังหญิงคืนสู่สังคม และระบบความช่วยเหลือเรื่องข้อกฎหมายกับผู้ต้องขังหญิง
รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ หัวหน้าทีมวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อนำข้อกำหนดกรุงเทพฯไปสู่การปฏิบัติ กรณีศึกษาที่เรือนจำหญิงราชบุรี กล่าวว่า เรือนจำถูกสร้างให้ดูมีอำนาจ ผู้คุมขึงขังถือไม้กระบองดูน่ากลัว การวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ มาเปลี่ยนวิธีคิด และการปฏิบัติของผู้ต้องขังหญิงรวมทั้งการปฏิรูปเรือนจำเพื่อให้เรือนจำไม่ใช่สถานที่ลงโทษ แต่เป็นที่ฟื้นฟูให้กำลังใจผู้ต้องขังให้ออกมาสู่สังคมได้ โดยเฉพาะการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างผู้คุมและผู้ต้องขังควรต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากแนวดิ่งที่มีแต่อคติและไร้ความเห็นอกเห็นใจ ขาดความเมตตาและเน้นแต่กฎระเบียบมาเป็นความคิดแนวราบให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมคิดและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เช่น การฝึกอาชีพพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระดำริว่าควรเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังคิดผลิตภัณฑ์และแผนการตลาด โดยไม่เน้นเพื่อหาสถานที่จำหน่ายแต่เน้นให้ผู้ต้องขังหญิงได้ฝึกจิตใจเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังอาจจัดเจ้าหน้าที่ฝึกโยคะให้ผู้ต้องขังเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างมีส่วนร่วมและใกล้ชิดกันทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น ซึ่งเรือนจำราชบุรีถือเป็นต้นแบบที่เริ่มเห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในบรรยากาศของเรือนจำหญิง
รศ.ดร.นภากรณ์ กล่าวอีกว่า การนำร่องในเรือนจำหญิงก่อนเป็นเพราะปัญหาของผู้ต้องขังหญิงถูกทอดทิ้งมานานทั้งเรื่องสถานที่ วิธีการดูแลที่ได้รับในลักษณะเดียวกับผู้ต้องขังชาย ทั้งที่จริงแล้วการดูแลผู้ต้องขังหญิงมีความละเอียดอ่อนมาก โดยขณะนี้เริ่มมีการพูดถึงแนวคิดในการผลักดันให้มีทัณฑสถานหญิงมากขึ้น เพื่อแยกการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ยังถูกคุมขังในแดนหญิงของเรือนจำชายออกมา





