ศาลฎีกานักการเมืองไต่สวนจำเลยนัดแรกคดีทุจริตรถ-เรือดับเพลิง"โภคิน"พ้อเสียใจ ถูกฟ้องเป็นจำเลยคนแรกนัดไต่สวน"ประชา"28มี.ค.
นายธานิศ เกศวพิทักษ์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน ไต่สวนจำเลยครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อม.5/2554 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย , นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย, นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ , พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ,บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด (STEYR - DAIMLER - PUCH Spezial fahrzeug AG&CO KG) และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 จากกรณีการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกทม.มูลค่า 6,687,489,000 บาท
โดย นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย จำเลยที่ 1 ได้เบิกความเป็นปากแรก สรุปว่า พยานไม่ได้เกี่ยวข้องกับทุจริตที่ถูกกล่าวหา ซึ่งพยานรู้สึกเสียใจและแปลกใจมากที่ถูก ป.ป.ช. ยื่นฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ทั้งที่คนที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ควรมีความใกล้ชิดในพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา แต่ช่วงที่มีการริเริ่มโครงการช่วงปี 2545 -2546 จำเลยยังดำรงตำแหน่งอยู่ที่ศาลปกครอง ( เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด ) โดยเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นรมว.มหาดไทย โครงการจัดซื้อ รถ -เรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ก็พบว่า มี กทม. เป็นผู้ริเริ่มโครงการโดยนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่า กทม. ขณะนั้น ซึ่ง กทม. ได้จัดโครงการ 2 ส่วนคือการฝึกอบรม และการจัดซื้อดังรถ-เรือ ดับเพลิงดังกล่าว แต่ปรากฏว่าวงเงินที่จะใช้ดำเนินการโครงการไม่เพียงพอ ก็จะได้ขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาล แต่ตามขั้นตอน กทม.ได้เสนอผ่านมาทางกระทรวงมหาดไทย และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ซึ่งภายหลังได้มีการอนุมัติและดำเนินโครงการจัดซื้อลักษณะรัฐต่อรัฐ ระหว่างไทยโดยมี กทม.เป็นผู้แทน และรัฐบาลออสเตรียโดย บ.สไตเออร์ ขณะที่จำเลยเกี่ยวข้องในการลงนาม AOU เมื่อวันที่ 30 ก.ค.47 ก่อนที่นายสมัคร ผู้ว่า กทม. ขณะนั้นจะลงนามสัญญาซื้อขายกับ บ.สไตเออร์ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.47 และนอกจากจำเลยไม่ได้มีความใกล้ชิดกับโครงการเพราะไม่ใช่ผู้ริเริ่มแล้ว ที่ ป.ป.ช. จะกล่าวหาว่าจำเลยสมคบ กับผู้บริหาร บ.สไตเออร์ ฯ ในการฟ้องคดีก็ไม่ปรากฏว่าผู้บริหาร บ.สไตเออร์ ฯ ถูกฟ้องด้วย โดยชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. มีการกล่าวหาผู้บริหาร บ.สไตเออร์ ฯ 1 คน แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ก็มีมติ 8 เสียงที่ไม่ได้ฟ้องดำเนินคดี
นายโภคิน เบิกความอีกว่า AOU ที่จำเลยลงนามไปนั้น เป็นเพียงการวางกรอบการเจรจาซื้อขายที่ระบุเพียงวงเงินตามที่ ครม. อนุมัติ แต่ยังไม่ได้กำหนดประเภท สเปคของอุปกรณ์ที่จะสั่งซื้อ โดยขณะที่จำเลยลงนามยืนยันว่ายังไม่เคยเห็นเอกสารที่เป็นภาคผนวกแนบท้ายที่ระบุรายละเอียดต่างๆ ซึ่งการกำหนดสเปคของอุปกรณ์ที่จะสั่งซื้อพยานไม่ทราบ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะไม่มีความรู้เรื่องนั้น แต่เป็นเรื่องที่ กทม. โดยผู้ว่า ฯ กทม. ในฐานะที่ริเริ่มโครงการต้องดูแล ควบคุม ตรวจสอบ ซึ่งเมื่อมีการเสนอ AOU มาให้จำเลยพิจารณาเมื่อเห็นว่าผ่านการดำเนินการของผู้ว่า ฯ กทม.มาแล้วน่าจะถูกต้อง และขณะนั้นไม่มีกระทรวง ทบวง กรมใด คัดค้าน จำเลย ได้ลงนาม โดยยืนยันว่าโครงการจัดซื้อดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงมหาดไทยริเริ่ม แต่ในฐานะที่กระทรวงมหาดไทย กำกับดูแล กทม. จึงต้องเสนอโครงการผ่าน ครม. ตามขั้นตอน และ การลงนาม AOU ไม่ใช่ลักษณะเดียวกันกับอนุสัญญา กรุงเวียนนา ที่จะมีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ AOU เป็นเพียงกรอบกว้างๆ เพื่อจะทำให้เกิดการดำเนินการขั้นตอนไปในการทำสัญญาซื้อขาย โดยแม้ AOU จะมีผลผูกพันเมื่อได้มีการลงนามแล้ว แต่ผลจะเกิดความสำเร็จสมบูรณ์เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขาย และเปิด LC ตามที่เขียนข้อตกลงไว้ในสัญญา
นายโภคิน เบิกความด้วยว่า ส่วนที่นายอภิรักษ์ จำเลยที่ 6 เคยมีหนังสือถึงจำเลยขอทักท้วงในการเปิด LC หลังที่นายอภิรักษ์ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่า ฯ กทม. 30 ก.ย.47 หลังจากที่นายสมัคร อดีตผู้ว่า ฯ กทม. ลงนามสัญญาซื้อขายไปแล้วแล้วที่จำเลยที่หนังสือตอบไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย.47 นั้นไม่ใช่การสั่งให้เปิด LC แต่จำเลยระบุว่า หากเห็นว่ามีการดำเนินที่ถูกต้องแล้วก็ให้ทำตามขั้นตอนของสัญญาซื้อขาย ซึ่งต่อมาจำเลยถึงทราบว่านายอภิรักษ์ ได้มีการตั้งนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ เป็นคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ภายหลังก็ไม่มีการแจ้งผลตรวจสอบให้จำเลยทราบว่าการดำเนินโครงการจะชอบหรือไม่ชอบ โดยต่อมาจึงทราบว่าได้มีการเปิด LC ในภายหลัง ซึ่งในการดำเนินโครงการหากผู้ว่า ฯ กทม.เห็นว่าไม่โปร่งใสก็สามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้านายอภิรักษ์ เห็นว่าโครงการทำไม่ถูกต้องก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดภายหลัง กทม.จึงได้มีการของงดเว้นภาษี ขณะที่การลงนาม AOU ของจำเลยนั้นที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดด้วยเกี่ยวกับการซื้อสินค้าระหว่างไทย- ออสเตรียแบบต่างตอบแทนของสัญญาซื้อขายรัฐต่อรัฐนั้น เพราะตามมติ ครม. ให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องของสินค้า ไม่ใช่ส่วนของมหาดไทย และหลังจากที่จำเลยลงนาม AOU ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวง ทบวง กรมอื่นก็ไม่มีใครคัดค้านว่าไม่ถูกต้อง ขณะที่การเสนอโครงการนี้ต่อ ครม. ก็มีการระบุจาก กทม.ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนด้วย
ภายหลังนายโภคิน เบิกความแล้วต่อมาทนายความ ได้นำนายวิษณุ เครืองาม อดีตเลขาธิการ ครม. เบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนเสนอมติ ครม. และกรอบของข้อตกลงซื้อขาย สรุปว่า ในการลงนามลักษณะ AOU ก็ต้องกระทำโดยรัฐบาล หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย หรือหากโครงการมีความจำเป็นเร่งด่วนแล้วมาให้สัตยาบันภายหลังได้ ขณะที่การลงนาม AOU แบบที่เรียกว่า FULL POWER นั้นก็จะต้องได้รับการมอบหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งโครงการรถ-เรือดับเพลิง กระทรวงมหาดไทย ก็ได้เสนอต่อ ครม.โดยมี กทม.ดำเนินโครงการ และ ครม.ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.47 ขณะที่รัฐบาลยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาด้วย และก่อน ครม.อนุมัติ 1 วัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีหนังสือแจ้งว่าไม่ขัดข้องในการดำเนินโครงการ
ต่อมาเมื่อนายวิษณุ เบิกความเสร็จสิ้น นายกมลชัย รัตนสกาววงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เบิกความเกี่ยวกับคำแปลเอกสาร AOU ที่เป็นภาษาต่างประเทศ
ทั้งนี้เมื่อพยานของจำเลยที่ 1 เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนนายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย จำเลยที่ 2 และพยานปากอื่นในวันที่ 28 มี.ค.นี้ เวลา 09.30 น.





