"ปรีชา"ยันนายกฯให้ความสำคัญปัญหาภัยแล้ง สั่งรมต.ดูแลรายจังหวัด
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ส.ส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าขณะนี้ 36 จังหวัด กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง โดยรุนแรงมากที่สุดในจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงอยากทราบว่ารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง และงบฟื้นฟูและแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง 3.5 แสนล้านบาท ได้ใช้อะไรไปบ้าง จะเยียวยาเกษตรกรผู้เดือดร้อนอย่างไร ขอให้รัฐบาลยกเรื่องภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า นายกฯให้ความสำคัญกับปัญหาภัยพิบัติแล้งมาก โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละคนดูแลรับผิดชอบเป็นรายจังหวัด เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และอธิบดีกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาและกำหนดกรอบการดูแลโดยเจาะลึกเป็นรายหมู่บ้าน ซึ่งมติครม.เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ได้อนุมัติงบกลาง 697 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเร่งด่วน ระหว่างวันที่ 15 ก.พ.-15 พ.ค. โดยเป็นงบขุดเจาะบ่อบาดาล 1,253 บ่อใน 15 จังหวัด และยังจัดหาภาชนะกักเก็บน้ำให้แก่เกษตรกรกว่า 22,800 ถัง โดยมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นผู้ดำเนินการ นอกจากนั้นงบประมาณจากพ.ร.บ.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ขณะนี้ใช้เพียง 900 กว่าล้านบาท และใช้ในการจัดสร้างถนนป้องกันน้ำท่วมในกทม. 2 หมื่นกว่าล้าน นอกเหนือจากนั้นใช้งบกลางปี 56 ดำเนินการ
จากนั้นนายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องภัยแล้งว่า เกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่ขณะนี้ รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะประชาชนกว่า 6 แสนคน กำลังรอคอยอยู่ รวมทั้งจะให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง และเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งที่ไร่นาได้รับความเสียหาย จะได้รับการชดเชยไร่ละเท่าไหร่
นายปรีชา ชี้แจงว่า รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณในส่วนของพ.ร.บ.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ในการบูรณาการทั้ง 25 ลุ่มน้ำ โดยให้มีการจัดทำแก้มลิงเก็บกักน้ำ ขุดลอกคูคลองที่มีปัญหา จะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ และในพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำ รัฐบาลก็มีแผนขุดเจาะบ่อบาดาล ขณะนี้อยู่ในแผนที่จะของบประมาณเพื่อให้ดำเนินการได้ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งนี้นายกฯกำชับให้ทุกหน่วยงานเอาใจใส่ดูแลเกษตรกร โดยเฉพาะให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปกำหนดราคาว่าจะชดเชยเกษตรกรอย่างไร โดยมีคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองราคาใหม่ เช่น ราคาข้าวชดเชยจาก 606 เป็นไร่ละ 1,051 บาท พืชไร่ จาก 837 บาท เป็น 2,575 บาท พืชสวนจาก 912 บาท เป็น 4,199 บาท





