วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯยันขับเคลื่อนพัฒนาภูมิภาคด้วยกัน

"ยิ่งลักษณ์"ร่วมพิธีเปิดประชุมฯผู้นำ ACMECS ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนอนุภูมิภาคในการพัฒนาเพื่อการเติบโตไปด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเว็บไซต์www.thaigiv.go.thรายงานว่า ว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่โรงแรมดอนจัน พาเลด นครเวียงจันทร์ สปป.ลาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำจาก สปป. ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา และเลขาธิการอาเซียนร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้นำ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 5 (The Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) โดยนายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในฐานะเจ้าภาพ กล่าวเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศสมาชิก ACMECS และต้องเสริมสร้างความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนสำคัญให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อสานต่อความสำเร็จเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคพื้นมนสากล และการเตรียมพร้องสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การพัฒนาการของความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง และเติบโตอย่างยั่งยืน การคมนาคม สาธารณูปโภค วัฒนธรรม และทรัพยากรมนุษย์

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวแสดงความยินดีกับลาว ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปีนี้ โดยกล่าวว่า ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ สปป.ลาว และอนุภูมิภาค ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนย้ายมาอยู่ที่เอเชีย ในขณะที่อาเซียนกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน พร้อมกับการที่ศักยภาพของอนุภูมิภาคนี้ที่สามารถเป็นศูนย์กลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก เนื่องจากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมโยง จากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียใต้ และการเป็นอนาคตร่วมกัน จะต้องเดินหน้าพัฒนาไปข้างหน้าด้วยกันบนพื้นฐานของการมีความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกันดังนั้นประเทศ ACMECS จะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างรายได้ ขยายโอกาสให้กับประชาชนของเรา และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะบริเวณชายแดน และต้องส่งสัญญานที่ชัดเจนให้นานาชาติ รับทราบถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของผู้นำ ACMECS ที่จะผลักดันให้อนุภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงอีกแห่งหนึ่งของโลก การนำเอาจุดแข็ง และความได้เปรียบของแต่ละประเทศ มาเสริมกันและกัน ก็จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจร่วมกัน และเพิ่มความน่าดึงดูดการค้า การลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงจะต้องเดินหน้าในเรื่องการรวมตัวกันให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และที่สำคัญ เราจะต้องช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมที่สันติในอนุภูมิภาคนี้ เพราะสันติภาพและเสถียรภาพคือพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญในการผลักดัน คือการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคนี้เข้าด้วยกัน โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการประสานกฎระเบียบให้สอดคล้องกันเพื่อให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัว ประชาชน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ให้ทั่วถึง โดยล่าสุด รัฐบาลไทยได้ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร เป็นจำนวนเงินประมาณ 66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มุ่งปรับปรุงระบบการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และด่านการค้าชายแดน ซึ่งจะเชื่อมโยงเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่นๆ ในอนุภูมิภาค เช่นการเชื่อมโยงทางบกในลักษณะ land bridge ระหว่างท่าเรือแหลมฉบังในประเทศไทยและท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสหกรรมที่ทวายในเมียนมาร์ที่จะสร้างขึ้นมาในอนาคต คาดว่า การลงทุนดังกล่าวจะทำให้การค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น 45,000 ล้านบาท หรือ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหัวใจ สำคัญหนึ่งของการเดินหน้าในเรื่องนี้ โดยรัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ ประเทศไทยยืนยันที่จะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการใหม่ ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในประเทศสมาชิก ACMECS

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยเร่งผลักดันจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจชายแดน เพื่อแปรชายแดนร่วมกัน เป็นชายแดนแห่งความมั่งคั่งร่วมกันที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับ การเดินหน้าเป็นฐานการผลิตร่วมกันใน ACMECS และขณะนี้ ไทยและกัมพูชาได้เริ่มหารือในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันแล้ว และดิฉันหวังว่า จะได้มีการหารือกับเมียนมาร์และ สปป. ลาว ต่อไป ในวันนี้ ไทยและลาวลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการเกษตรแบบมีสัญญาระหว่างไทยกับ สปป. ลาว เพื่อยืนยันความพร้อมที่ไทยจะดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ ประการที่สาม คือผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจใน ACMECS ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะภาคธุรกิจเป็นทั้งผู้บุกเบิกนำร่อง และพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ รัฐบาลของประเทศ ACMECS จึงควรร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ทั้งสำหรับภาคธุรกิจของประเทศ ACMECS กันเอง และภาคธุรกิจจากนอก ACMECS ไม่ว่าจะเป็นกรอบนโยบาย หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้ภาคธุรกิจเหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของอนุภูมิภาคนี้ได้อย่างเต็มที่ ไทยแลกัมพูชาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งไทยและกัมพูชาและหวังว่าจะมีความร่วมมือเช่นนี้กับประเทศ ACMECS อื่นๆ ในอนาคต